.jpg)
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บรรยายพิเศษ “การรับมือกับภาวะโลกร้อน : นโยบายประเทศไทย” ในการประชุมวิชาการประจำปี 2553 (NSTDA Annual Conference 2010 ; NAC 2010) “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคมและโลก (Science and Technology for our Society and planet)” จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดประทุมธานี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึง “การรับมือกับภาวะโลกร้อน : นโยบายประเทศไทย” ว่า สิ่งต่างๆบนโลกนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างมากมาย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากมนุษย์ที่ทำให้เกิดขึ้น ดังนั้น มนุษย์ก็จะต้องเป็นผู้ที่แก้ปัญหานี้ เราคนไทยต้องช่วยกัน การรับมือกับภาวะโลกร้อนไม่ใช่ภารกิจที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งต้องรับผิดชอบ แต่สังคมโลกต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องนี้ เป็นความตั้งใจ มียุทธศาสตร์ ในปี 2551-2555 มีแผนปฏิบัติ แผนแม่บท มีคณะกรรมการการบริหารจัดการทางด้านภูมิศาสตร์ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ เป็นกรรมการ
เราไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ แต่สามารถชะลอการเกิดภาวะโลกร้อนด้วยหลักการง่ายๆ ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงความสามารถในทุกๆ องค์กรของรัฐบาล มีการประชุม พูดคุย ปรึกษาหารือกันบ่อย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหา ประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างแก๊สเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย เป็นอันดับที่ 23 ของโลก อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากการเกษตร คือ การทำนาข้าวที่ผลิตแก๊สมีเทน หรือด้านอุตสาหกรรมที่ต้องเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ คือ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมน้ำตาลจากอ้อย อุตสาหกรรมการผลิตแก็สแอลพีจี การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มอุณหภูมิโลกให้ร้อนขึ้น เพราะฉะนั้น เกษตรกร ประชาชนทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้า แอร์ ถุงพลาสติก ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยกันลดการใช้ให้น้อยลง และร่วมกันปลูกต้นไม้คนละต้นต่อปี ต่อคน เนื่องจากต้นไม้สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกได้โดยตรง ผลดีที่ตามมานอกจากช่วยโลกแล้วยังเป็นการประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง
![]() |
![]() |
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวต่อว่า จากการที่ประเทศไทย ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมที่ โคเปนเฮเก้น เมื่อเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมามี 192 ประเทศที่เข้าร่วม การประชุมครั้งนั้นจะไม่สามารถสรุปผลอะไรที่เป็นรูปธรรมได้มากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ได้ คือ เมื่อทุกประเทศขึ้นไปอภิปรายก็จะกล่าวถึงประชาชนของเค้าว่าตื่นตัว และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการช่วยกันลดภาวะโลกร้อน อันแสดงให้เห็นว่าพวกเค้ามีความตั้งใจที่จะช่วยรักษาและแก้ไขปัญหาของโลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็มีแผนที่จะอาสาช่วยด้วยโดยมี 2 เรื่อง คือ 1. นโยบายพลังงานแห่งชาติ อันมีระยะเวลา 15 ปี ได้แก่ พลังงานทดแทนของประเทศไทยทดแทนการใช้น้ำมันจากฟอสซิล โดยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนลดการใช้พลังงานที่ทำให้เกิดแก๊สเรือนกระจกลง จากขณะนี้ 64% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศไทย ให้เป็น 20% ในปี 2565 หรืออีก 12 ปี ข้างหน้า 2.เรื่องของป่าไม้ของประเทศไทย ในช่วง 60-70 ปีที่ผ่านมา ป่าไม้ไม่เคยเพิ่มขึ้นมีแต่ลดลงเรื่อยๆ มีเพียง 20% ของพื้นที่ประเทศไทย จนกระทั่ง ปี 2537 รัฐบาลในสมัยนั้นได้รับพระราชปณิธานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้ดำเนินโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 5 ล้านไร่ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 15 ปี จึงสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้ประมาณ 10% ในช่วงโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติคนทั้งประเทศ ต่างช่วยกันทุกวิถีทางที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ จนปัจจุบันเรามีป่าไม้ 30% ของพื้นที่ประเทศไทย และโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรตินี้ก็ได้สิ้นสุดโครงการเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา แต่หากเรามีป่าไม้สมบูรณ์เพิ่มขึ้นอีก 10% ก็จะเปลี่ยนแปลงความสมดุลของอากาศ เกิดความสมดุลความเป็นอยู่ของคนไทยมาก ท่านนายกรัฐมนตรีจึงประกาศที่เวทีโลกว่า จะเพิ่มพื้นที่ป่าจาก 30% เป็น 40% ในปี 2562 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า จากประสบการณ์ 15 ปี ในการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติถือเป็นบุญของแผ่นดินที่คนไทยทั้งประเทศทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แผ่นดินของพระองค์ท่าน แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่มานานหลายช่วงอายุคน นอกจากนี้ ประโยชน์ของป่าไม้ยังช่วยรักษาน้ำใต้ดิน เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำเหล่านี้ก็จะไหลไปตามห้วย หนอง คลอง บึง ระหว่างปีแดดเผาน้ำก็ระเหยไป ฝนที่ตกลงมาในป่าที่สมบูรณ์ต้นไม้จะกักเก็บน้ำฝนไว้ประมาณ 80% ระหว่างปีระเหยไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะเหลือน้ำฝนที่ตกลงมาในป่าผืนที่อุดมสมบูรณ์นี้ 40% น้ำก็จะไม่หลาก ไม่ท่วมบ้านเรือน หน้าแล้งก็จะมีน้ำใช้ตลอดปี เพราะประเทศไทยไม่มีหิมะ ด้วยสภาพภูมิประเทศของไทยเป็นป่าฝนจึงมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพคิดเป็น 70% ของความหลากหลายทางชีวภาพของโลก
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดว่า รัฐบาลได้พยายามที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนให้กับลูกหลานของเรา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการ ในอีก 20 ปีข้างหน้าถ้าเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ การผลิตแก๊สเรือนกระจกในประเทศไทยก็จะลดลง ความอุดมสมบูรณ์ก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รับผิดชอบเรื่องเทคโนโลยี Transfer และเทคโนโลยี Adaptation ขอชื่นชมนักวิทยาศาสตร์ของเราที่มีความรู้ ความสามารถที่จะทำสิ่งนี้ได้ หวังว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯจะเป็นองค์กรหลักที่สำคัญในด้านภาวะโลกร้อน ในด้านการใช้เทคโนโลยี Transfer จากต่างประเทศ หรือเรื่องของคาร์บอนฟุตปริ้นท์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ผลิตสินค้าต่างๆ ทำเรื่อง คาร์บอนฟุตปริ้นท์ เป็นครั้งแรกเพื่อลดปัญหาที่จะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
![]() |
![]() |
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่างทิ้งท้ายการบรรยายว่า ฝากไว้ว่าความร่วมมือร่วมใจของทุกๆ ภาคส่วน ทุกๆคน ในประเทศไทย จะทำให้การรับมือภาวะโลกร้อนเป็นไปได้ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน สิ่งที่ทำได้อย่าลืมปลูกต้นไม้ ลดการใช้พลังงาน และตระหนักไว้เสมอว่าลูกหลานเรารุ่นต่อไป ต้องได้รับผลกระทบแน่นอน ดังนั้นต้องช่วยกันรักษาโลกตั้งแต่วันนี้เพื่อความยั่งยืนต่อไป
ผู้เขียนข่าว : นางสาวอุษา ขุนเปีย กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทร 0 2333 3700 ต่อ 3732
ถ่ายภาพโดย : นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทร 0 2333 3700 ต่อ 3731


.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)















