กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



ก.วิทย์ฯ ร่วมมือ 8 สถาบันการศึกษาชั้นนำ จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี

พิมพ์ PDF

พร้อมต่อยอดองค์ความรู้งานวิจัยขยายผลสู่เชิงพาณิชย์
 

     ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้ง “ศูนย์ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี” โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยี (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ 8 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย  รพ.ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  และมหาวิทยาลัยสุรนารี  เพื่อสนับสนุนกลุ่มวิจัยที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางในการทำวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยี ที่มีหัวข้อวิจัยสอดคล้องกับแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยี (Technology Road Map : TRM) หรือการวิจัยแบบมุ่งเป้าของศูนย์นาโนเทค ซึ่งเป็นการสร้างกลุ่มวิจัยที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้  ตลอดจนสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศได้ในลักษณะพันธมิตรระหว่างศูนย์แห่งชาติ  และมหาวิทยาลัย เป็นโครงการในระยะเวลา 5 ปี งบประมาณขั้นต้น 300 ล้านบาท ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้ไปเกี่ยวข้องกับงานด้านนาโนเทคโนโลยี 2 งาน คือ การประชุมสุดยอดผู้บริหารองค์กรนาโนเทคโนโลยีแห่งภูมิภาคเอเชีย ได้พูดคุยกับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ จากการพูดคุยกับผู้แทนจากประเทศอิหร่าน ซึ่งได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง เนื่องจากปัญหาประเทศถูกปิดกั้น ทำให้มีการพัฒนาทางด้านนาโนเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งอิหร่านได้เน้นทางด้านการแพทย์ จากเดิมที่เคยมีผลงานตีพิมพ์ปีละ 8 เรื่อง กับขยายเพิ่มเป็นวันละ 8 เรื่อง และอีกงานได้ติดตามท่านนายกรัฐมนตรีไปงานของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มีการจัดนิทรรศการด้านนาโนเทคโนโลยี มีหน่วยงานมาร่วมแสดงนิทรรศการ 3 หน่วยงาน ซึ่งผมได้สอบถามผู้มาแสดงผลงานว่ารู้จักกันหรือเปล่า ได้รับคำตอบว่า รู้จักที่งานแห่งนี้  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างคนต่างทำ การพัฒนานาโนเทคโนโลยี สามารถทำได้ เพราะมีคนทำแล้ว  ที่พูดอย่างนี้เพราะต้องการให้กำลังใจทุกท่าน โดยมีการแข่งขันเป็น 2 สาย ได้แก่ อเมริการู้ทุกเรื่อง  ส่วนยุโรปจะเน้นทางด้านฟิสิกส์ และมีกลุ่มเกิดใหม่ จึงเกิดคำถามว่าแล้วเราจะอยู่ข้างไหน  หรือจะเริ่มเรื่องใหม่  และจากการร่วมกลุ่มวิจัยในวันนี้ เห็นว่ายังขาดอยู่อีก 1 ภาคส่วนที่ควรจะต้องนำเข้ามาร่วม ได้แก่ภาคเอกชน จะทำให้การวิจัยมีการประยุกต์ไปใช้ในทางการค้า ไม่ใช่วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง สำหรับเรื่องงบประมาณการวิจัย  โดยเฉพาะการสร้าง Central lab ต้องลงทุนเยอะ ภาคเอกชนทำแล้วไม่คุ้ม รัฐบาลต้องลงทุน อีกทั้งรัฐบาลต้องร่วมกับภาคเอกชนในการลงทุนทำการวิจัยในลักษณะกองทุนการวิจัย

    ด้าน ดร.ทวีศักดิ์  กออนันตกูล  ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดย ศูนย์นาโนเทค ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยี จึงจัดทำโครงการศูนย์ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี ร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นสถาบันภาครัฐหรือภาคเอกชน ที่มีศักยภาพในการผลิตผลงานและบุคลากรด้านนาโนเทคโนโลยีบนพื้นฐานของแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีเพื่อนำประโยชน์มาสู่ประเทศไทย เล็งเห็นว่า ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการดำเนินงานวิจัยที่หลากหลาย การสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มวิจัยเพื่อให้มีเป้าหมายและทิศทางของงานวิจัยที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้ของประเทศ ซึ่งโครงการจัดตั้งศูนย์ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่ง สวทช. โดยศูนย์นาโนเทค ร่วมดำเนินการกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี ทั้ง 8 แห่ง โดยแบ่งออกเป็น 9 ด้าน ได้แก่ การวินิจฉัยและรักษามะเร็ง  ด้านอาหารและการเกษตร  ด้านระบบนำส่งยา  ด้านวัสดุนาโนขั้นสูงสำหรับการผลิตและกักเก็บพลังงาน  ด้านวัสดุนาโนเพื่อสมบัติเฉพาะทางขั้นสูง  ด้านวัสดุและระบบอัจฉริยะ  ด้านวัสดุนาโนไฮบริดสำหรับพลังงานทางเลือก  ด้านนาโนเทคโนโลยีสีเขียว  และด้านอุปกรณ์นาโนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น  ทั้งนี้กรอบความร่วมมือมีระยะเวลา 5 ปี ใช้งบประมาณทั้งหมดกว่า 300 ล้านบาท  ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มวิจัยขนาดใหญ่ที่มีผลงานวิจัยพื้นฐานเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ และผลงานวิจัยแบบปรับประยุกต์ที่ตอบสนองภาคการผลิตของประเทศ  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิภาพสูงสุดทางงานวิจัยและพัฒนาต่อการพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป



ถ่ายภาพ : นายรัฐพล  หงสไกร
ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
 

 

ประชุมสนับสนุนงานวิจัยและนักวิจัยเพื่อแข่งขันในอุตสาหกรรมไทย

พิมพ์ PDF

     นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเรื่อง “การสนับสนุนนักวิจัยและงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ  ในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย” พร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายการสนับสนุนการวิจัย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทย”  ร่วมกับ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  โดยมีผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาระดับอธิบดี  รองอธิบดี คณบดี ผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมประมาณ 500 คน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2555 เวลา 09.00 น. ณ ห้องคริสตัล ฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายในการสร้างนักวิจัยพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย (ระยะเวลา 15 ปี มีเป้าหมายสร้างนักวิจัยระดับปริญญาโท 11,400 คน ปริญญาเอก 10,500 คน) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge – based economy) แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ อีกทั้งเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่อ อุตสาหกรรม (พวอ.) และแนวทางในการขอรับทุนแก่สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย

     นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนนักวิจัยและงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันที่ยั่งยืนและมั่นคงของอุตสาหกรรมไทย โดยขอให้มีการเชื่อมโยงการทำงานด้านการวิจัยระหว่างหน่วยงานวิจัยของรัฐ มหาวิทยาลัยและภาคเอกชนให้มีความสอดคล้องกัน โดยต้องการเห็นการตั้งโจทย์การวิจัยจากความต้องการของผู้ใช้ เช่น ภาคเอกชน เพื่อจะได้นำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแท้จริง ดังนั้นการประชุมวันนี้จึงเป็นเวทีที่ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อให้ได้โจทย์ที่สอดคล้องกัน ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางด้านพลังงาน การเพิ่มผลผลิตทางภาคอุตสาหกรรม การใช้เทคโนโลยี ฯลฯ ขณะเดียวกันในส่วนของทุนวิจัย “1 ทุน 1 มหาวิทยาลัย” โดยเฉพาะงานวิจัยที่มีอยู่แล้วขอให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อนำงานวิจัยที่มีอยู่แล้วไปดำเนินการสู่แนวทางปฏิบัติให้เกิดผลเป็น รูปธรรม ส่วนงานวิจัยที่จะดำเนินการในอนาคตขอให้มีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อรองรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป 

     ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าว่า งบประมาณประเทศไทยใช้ประเมินตามรายได้ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำเป็น Project Base ได้ก็จะไม่มีงบประมาณเด่นๆ เกิดขึ้น จึงควรทำเป็น Project Base เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ และการตั้งเป้าหมายภาคอุตสาหกรรม ผลักดันและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมให้ได้จึงจำเป็นต้องทำการวิจัยร่วมด้วยและควรมีการตัดสินใจในเชิงยุทธศาสตร์สนับสนุนการวิจัยเพื่อการค้า สนับสนุนธุรกิจด้านอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพและจำนวนของนักวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี ทั้งนี้ หาก เอสเอ็มอี ไทยไม่ขยับตัว ไม่สามารถเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำได้โดยเลือกเป็นผู้ตามทุกสถานการณ์ ก็จะเสียพื้นที่ตลาด สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้จักตัวเอง ประเมินสถานะ และเลือกที่จะรุกเพื่อเป็นผู้นำ หรือรับเพื่อเป็นผู้ตามในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น การนำพาประเทศไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนจะต้องเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม จากการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ที่ต้องให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม“เราจำเป็นต้องมีนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญ รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างองค์ความรู้ภายในประเทศ” อุทยานวิทยาศาสตร์หรือนิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์สามารถใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาองค์ความรู้ ด้วยจากโจทย์ที่ชัดเจน มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และสามารถได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี นักวิชาการ นักธุรกิจ สร้างบุคลากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เสริมทัพ สร้างความเข้มแข็งให้ไทยพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมั่นคง



เขียนข่าวโดย : นีรนุช  ตามศักดิ์
เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ


 

 

แถลงข่าวการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา

พิมพ์ PDF

     ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พร้อมนายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ในฐานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจง กรณีที่ นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน สร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชน เรื่องการบริหารงานของรัฐบาลด้านบริหารจัดการน้ำ อาทิเช่น การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด การระบายน้ำจากเขื่อนจนไม่คำนึงถึงภัยแล้ง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

        ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. กล่าวว่า ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 เกิดวิกฤติการณ์อุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 600-700 คน ความเสียหายด้านธุรกิจที่ลงทุนในประเทศไทยมีผลกระทบต่อประชาชนกว่า 20 ล้านคน ซึ่งจัดลำดับความเสียหายที่ 4 ของโลกในรอบ 1 ทศวรรษ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 1.4 ล้านล้านบาท ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจในประเทศ และภูมิภาคของโลกด้วย นับเป็นยุทธศาสตร์จากการเกิดความเสียหายด้านการลงทุนและการส่งออก รัฐบาลโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นโจทย์หลักและแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ที่มีความเชียวชาญจำนวน 14 หน่วยงาน นายรอยล จิตรดอน (ผอ.สสนก.) เป็นประธานฯ และ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. เป็นผู้มีอำนาจลงนาม โดยมีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้ การทำงานด้านข้อมูลของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) นั้น มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันทุกวันแบบ Real Time มีการประชุมหารือพร้อมรายงานความคืบหน้าของผลการปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกสัปดาห์  จากการใช้ยุทธวิธีของการบริหารจัดการจากต้นน้ำ = การซับน้ำให้ได้มากที่สุดจากทรัพยากรป่าไม้ ฝาย, กลางน้ำ = การชะลอน้ำ เก็บน้ำในแก้มลิง ฝาย คลอง หนองและบึง, และปลายน้ำ = กระบวนการขุดลอกแม่น้ำลำคลอง ยกระดับพื้นที่ สร้างเขื่อนป้องกันในบริเวณใกล้ วัด บ้านเรือน โบราณสถาน และนิคมอุตสาหกรรม โดยจะต้องระบายน้ำให้ไหลสู่ภาคกลางไม่เกิน 15,000 ลบ.ม. ซึ่งนับได้ว่ามีความสมดุลทั้งในด้านการระบายน้ำและการส่งน้ำเพื่อการชลประทาน การปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลดำเนินการตามข้อเท็จจริงภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่จริง และเคร่งครัดตามเกณฑ์ที่มีความเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักธุรกิจต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทย ถ้าไม่แก้ไขด้วยวิธีนี้และคำนึงถึงภัยแล้งในช่วงฤดูฝนการบริหารจัดการน้ำโดยกักเก็บน้ำไว้มากเกินไปนั้น ก็จะทำให้น้ำท่วมเหมือนรัฐบาลก่อนบริหาร 

         นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ชี้แจงว่า ภาคอีสานมีพื้นที่เกษตรกว่า 60 ล้านไร่ มีเขตชลประทานแค่ 4-5 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 6 จึงเป็นเกณฑ์ที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาภัยแล้งในภาคอีสานเกิดโดยธรรมชาติซึ่งข้อมูลนี้สามารถไปสอบถามกับชาวบ้านในพื้นที่ได้ คือ ฝนไม่ตก ฝนตกทิ้งช่วง การแก้ปัญหาจึงทำได้โดยการใช้น้ำธรรมชาติหรือน้ำบาดาลเท่านั้น เนื่องจากไม่มีเครื่องมือในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตามนอกจากภาคอีสานตอนกลางที่มีภัยแล้งแล้วรัฐบาลต้องระวังภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือตอนบนด้วยเพราะการใช้ข้อมูลคาดการณ์ไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว ตัวอย่างเช่น เอลนินโญจีน ญี่ปุ่นนั้นควรจะเกิดภัยแล้งแต่กลับเกิดภัยน้ำท่วม สถานการณ์แบบนี้ทำให้ทุกหน่วยงานต้องทำงานอย่างหนักและใกล้ชิดมากขึ้น ในกรณีการคาดการณ์ปริมาณฝนในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องเกิดความร่วมมือระหว่างนานาชาติในการทำแบบจำลองอากาศเพื่อความแม่นยำมากขึ้น
        ทั้งนี้ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่กลางฤดูฝนการที่รัฐบาลระบายน้ำนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า การที่ นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องภัยแล้งที่คลุมเครือพูดถึงแต่ภัยแล้งเพื่อโจมตีการดำเนินงานของรัฐบาล และสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำถ้าไม่มีข้อมูลที่เป็นจริง เนื่องจากการกำหนดภัยแล้งจะต้องมีหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดปัญหาภัยแล้งนั้น เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ฝนตกทิ้งช่วงในเดือนสิงหาคมมากกว่า พร้อมยืนยันว่าปี 2555 นี้ น้ำจะไม่ท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา 100% และในฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้ง พื้นที่ภาคกลางจะมีน้ำเพียงพอสำหรับทำการเกษตร เพราะในเขื่อนต่างๆ ได้เก็บน้ำสำรองไว้แล้ว ส่วนในพื้นที่ภาคอีสานหากมีฝนตกลงมาน้อย รัฐบาลจะดำเนินการสูบน้ำจากลำน้ำต่างๆ หรือน้ำใต้ดินเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

เขียนข่าวโดย :  นางสาวนีรนุช  ตามศักดิ์
เผยแพร่ข่าวโดย : ศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ
ภาพข่าวโดย : รัฐพล หงสไกร


 

 

การประชุมสุดยอดผู้บริหารองค์กรนาโนเทคโนโลยีแห่งภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 9

พิมพ์ PDF

     ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดการประชุมสุดยอดผู้บริหารองค์กรนาโนเทคโนโลยีแห่งภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 9 (Asia Nano Forum Summit 2012) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้าน "ฉลาก Nano และปัญหาด้านความปลอดภัย" และ "นาโนเทคโนโลยีสีเขียว" จัดโดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับ The Asia Nano Forum (ANF) โดยมี prof. Teruo KISHI, Former President of NIMS, Japan, President of ANF ศ.ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมในพิธี และมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิก ANF จำนวน 15 ประเทศ  ณ โรงแรม รอลเยิล ออคิต เชอร์ลาตัน โฮเต็ล บางรัก กรุงเทพฯ 

     ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า นาโนเทคโนโลยี เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูง เป็นเรื่องของสิ่งที่เล็กมากๆ เดิมนาโนเทคโนโลยีจะใช้ในเรื่องของวัสดุศาสตร์ ต่อมาได้มีการนำมาใช้ในเรื่องของไอที โดยเฉพาะโทรศัพท์ทำให้มีขนาดที่เล็กลง และต่อมาได้มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์  ซึ่งการประชุมในวันนี้เพื่อดูทิศทางว่าจะทำอย่างไรจึงจะสู่กับประเทศในภูมิภาคอื่นได้ ซึ่งทางอเมริกามีความรู้ในทุกด้าน และยุโรปเก่งด้านเคมี ฟิสิกส์ เราก็จะทำทางด้าน biology และการแพทย์ เพราะสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสม โดยพยายามช่วยกันทำ โดยให้เห็นว่าโลกเราไม่มีพรมแดน โดยครั้งนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ครั้งแรกจัดประชุมฯ ที่ภูเก็ต โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้ทราบว่าประเทศต่างๆ คิดอย่างไรกับนาโนเทคโนโลยี พร้อมทั้งเป็นหาโอกาสทางด้านการค้าในอนาคตด้วย 

 

 

ผู้เขียนข่าว  : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

ถ่ายภาพ : นายรัฐพล  หงสไกร 

 

การฝึกอบรม โครงการข้าราชการบรรจุใหม่ “หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี” วท. รุ่นที่ 3

พิมพ์ PDF

          วันนี้ (23 สิงหาคม 2555) เวลา 09.00 น รศ.ดร. วีระพงษ์ แพรสุวรรณ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม โครงการข้าราชการบรรจุใหม่ “หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี” กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุ่นที่ 3 และเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ ภูมิภาค” ณ ห้องฝึกอบรมและเรียนรู้ ชั้น 6 อาคารพระจอมเกล้า สป.วท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังปรัชญาในการเป็นข้าราชที่ดี เสริมสร้างสมรรถนะในการปฏิบัติงานราชการ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในการทำงานเป็นทีม การพัฒนาเครือข่ายในการทำงานและสร้างสารสัมพันธ์ที่ดี
          กิจกรรมหลักสูตรการฝึกอบรมโครงการข้าราชการบรรจุใหม่ “หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี” กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุ่นที่ 3 ประกอบไปด้วย กิจกรรมการฝึกอบรมในชั้นเรียน การศึกษาดูงานนอกสถานที่และการฝึกปฏิบัติงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 25555 – 4 กันยายน 2555 รวมทั้งสิ้น 11 วัน โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ จาก กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพี่อสันติ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 39 คน และผู้เข้าร่วมจากสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 39 คน รวมผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมฯ ทั้งหมด 78 คน
          ทั้งนี้ การฝึกอบรม โครงการข้าราชการบรรจุใหม่ “หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี” กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุ่นที่ 3 นั้น ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชน ในการให้ความรู้เสนอแนวคิด และบทบาทด้านการปฏิบัติงานเป็นข้าราชการที่ดี

เขียนข่าวโดย : นางสาวนีรนุช  ตามศักดิ์
ภาพข่าวโดย : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 02 333 3732

 

 
หน้า 132 จาก 360
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป