กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เดินทางไปตรวจสภาพและระดับน้ำของเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก

พิมพ์ PDF


     ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  พร้อมด้วยดร.พรชัย  รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และคณะ ตรวจสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล โดยมีนายวุฒิ  สิทธิสุราษฎร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นายสุทัศน์  ปัทมสิริวัฒน์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ และนายณรงค์ ไทยประยูร ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก รายงานสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล ในรอบปี 2554-2555 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2555

     ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยภายหลังตรวจสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล ว่า เตรียมการอย่างไรที่จะไม่ให้น้ำท่วมอีก มีอยู่ 8 เรื่อง ได้แก่  1. จะมีการปรับปรุงโครงสร้างการเก็บกักน้ำของประเทศครั้งใหญ่ จะสร้างที่เก็บน้ำ สร้างในที่มีน้ำเยอะๆ คือทางเหนือนี้ แต่ว่าจะสร้างที่ไหน สร้างใหญ่ขนาดไหนเป็นเรื่องเทคนิค และรัฐบาลต้องหารือกับประชาชน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์กับส่วนร่วมและจะป้องกันอุทกภัยขนาดใหญ่ซึ่งกระทบไปทั้งประเทศ 2. ประเทศไทยจะต้องสร้างระบบระบายน้ำขึ้นมา ปัจจุบันระบบที่มีอยู่เป็นระบบส่งน้ำ คือเอาน้ำไปส่งให้ราษฎรเพื่อทำการเกษตรหรือเพื่อกินเพื่อใช้เพื่อการอุตสาหกรรมหรือการท่องเที่ยว แต่ ประเทศไทยยังไม่มีระบบระบายน้ำจะต้องสร้างระบบระบายน้ำขึ้นมา ซึ่งอาจจะทำจากการปรับปรุงจากระบบส่งน้ำที่มีอยู่แล้ว     3. เมื่อน้ำท่วม เราจะต้องทำ 2 อย่าง อันที่ 1 คือ flood way คือทางน้ำผ่านให้เขาผ่านไปจากที่สูงสู่ที่ต่ำ โดยเร็วที่สุดเรียบร้อยที่สุด แต่ว่าสร้างความเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นไร่นา ลำคลอง ที่ลุ่ม ที่บึง ซึ่งจะต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทำความเข้าใจกับราษฎร แต่หากกระทบกับราษฎรต้องเยี่ยวยาช่วยเหลือ ปัจจุบัน flood way ไม่มี สิ่งที่มีเขาเรียกว่า flood aria คือพื้นที่น้ำท่วม อีกอันคือว่าเราจะบังคับน้ำเลย คือทางเบี่ยงน้ำ ไม่ให้ผ่านตรงนี้แล้ว ซึ่งทางเบี่ยงน้ำจะมี 2 ทาง คือทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ ใช่เวลาพอควร ต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสม  4. เวลาฝนตกบนภูเขา และเมื่อมันตกลงข้างล่างก็ต้องมีการซับไว้อีกที เราต้องไปทำพื้นที่ซับน้ำไว้  จะมีการปลูกป่าบนภูเขาและปลูกต้นไม้ในทุ่งนา เพื่อชะลอน้ำให้น้ำค่อนๆ มา เพื่อให้เวลาทางพื้นล่างบริหารจัดการ 5. ระบบที่เราจะทำทั้งหมดเราจะทำทั้งการป้องกัน คือการป้องกันไม่ให้เกิด โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญในเมืองสำคัญ คงหนีไม่พ้นที่จะต้องสร้างสิ่งก่อสร้าง อย่างเช่นนิคมคงต้องมีเขื่อนแข็งแรง หรือเมืองสำคัญ วัดวาอาราม 6. เราจะรวบรวมข้อมูลมาไว้ด้วยกัน และให้ทุกหน่วยเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น และมาตัดสินใจด้วยกัน เราเรียกว่าคลังข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ แล้วจะเป็นระบบ Network มีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน 7. ถึงเวลาประเทศไทยที่จะต้องรู้จักทำงานเป็นทีม โดยมีหัวหน้าทีม สิ่งที่เราเรียกร้องว่าจะต้องมีกระทรวงน้ำในระยะยาวไปคงเกิดแล้ว แต่วันนี้ขอเรียกว่า Single command คือการตัดสินใจที่มีเอกภาพ และ 8. การเตือนภัย ประเทศไทยต้องสร้างระบบการเตือนภัยขึ้นมาใหม่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชน ให้เกิดความสบายใจ การเตือนภัยนี้จะต้องบอกให้รู้ว่าภัยกำลังจะมา ให้เวลาประชาชนหลบหนีภัยล่วงหน้า และสถานที่แนะนำให้ไป ซึ่งระบบการเตือนภัยท่านนายกฯ เน้นมาก เพราะเป็นความปลอดภัยของทั้งชีวิตและทรัพย์สินจะเกิดระบบนี้ขึ้นมาในประเทศ

     ด้าน นายณรงค์ ไทยประยูร ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล รายงานสถานการณ์น้ำในรอบปี 2554-2555 ว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีลำน้ำสำคัญๆ อยู่ 4 คือแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ส่วนที่สามารถจะเก็บกักในพื้นที่รับน้ำได้ มีเพียงแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน ซึ่งก็คือเขื่อนภูมิพล กับเขื่อนสิริกิติ์ ส่วนลำน้ำวังจะมีเขื่อนเล็กๆ อยู่คือเขื่อนกิ่วลม ส่วนลำน้ำยมยังไม่มีเขื่อน  โดยปกติจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลว่าน้ำจะเขื่อนเต็มหรือยัง ส่วนเรื่องการจ่ายน้ำออกไปจะมีคณะอนุกรรมการฯ กำหนดปริมาตรน้ำที่ปล่อยออกจากเขื่อน  ทั้งนี้ มีปริมาตรน้ำที่ระดับเก็บกักสูงสุดที่ 13,462.00 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน ณ วันที่ 21 มกราคม 2555 มีปริมาตรน้ำที่ระดับ 89%ของระดับเก็บกักสูงสุด

 

 

 ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์

ภาพข่าว: นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์

 

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วท. ตรวจสภาพเขื่อนและระดับน้ำของเขื่อนสิริกิต์

พิมพ์ PDF

      ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่และรับฟังการบรรยายการบริหารจัดการน้ำเขื่อนสิริกิติ์  เพื่อเตรียมรับมือปัญหาอุทกภัย โดยมีนายนาวิน สินธุสอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และนายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์  ให้การต้อนรับ ณ เขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ (เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555)

 

      ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ที่มาวันนี้เพราะท่านนายกฯ เป็นห่วงการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนใหญ่ๆ ของประเทศ เพราะว่าเขื่อนใหญ่ๆ เก็บน้ำได้เยอะ ปีที่แล้วตอนที่น้ำท่วมก็มีคนพูดกันไว้เยอะว่าที่น้ำท่วมมากเพราะการบริหารจัดการไม่เข้ากับสถานการณ์  ผมมาก็ตกใจเหมือนกันว่าแผนการระบายน้ำยังอยู่บนสมมติฐานเดิม คือระบายน้ำไปตามแนวทางเดิม คือเพื่อการชลประทาน เพื่อการเกษตรเป็นหลัก และใช้ตัวเลขปกติ เป็นตัวเลขเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปี ที่ผมบอกว่าผมค่อนข้างตกใจเพราะว่า ขณะนี้เราใช้ตัวเลขเฉลี่ยไม่ได้แล้ว เราอยู่ในสถานการณ์พิเศษ เราเชื่อว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงเปียก เป็นช่วงที่มีฝนชุบและมีฝนเร็ว มันต้องใช้เลขตัวของสถานการณ์ปัจจุบัน คือน้ำมาก  ทีนี้เมื่อใช้ตัวเลขน้ำมาก ตัว Rule Curve ข้างล่างมันสามารถเอาลงต่ำกว่านั้นได้อีก
     การเอาการเกษตรเป็นที่ตั้ง เฉพาะในปีนี้มันคงไม่ได้ เพราะรัฐบาลกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกลัวน้ำท่วม รัฐบาลเองมีหน้าที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของประเทศ ประชาชนต้องการพ้นจากน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาเขาเสียหายมากแล้ว ฉะนั้นปีนี้เรื่องอุทกภัยต้องเป็นโจทย์แรก เกษตรเป็นโจทย์รอง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องมาย้ำว่า ไม่ใช่นะ ต้องเอาอุทกภัยเป็นตัวแทรก ก็แปลว่าคิดและทำอยู่เดียวนี้มันไม่ใช่ ผมจะต้องกลับไปรายงานคณะรัฐมนตรี รายงานท่านนายกฯ ให้รับทราบ และทำความเข้าใจกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ชุดนี้ว่าต้องใช้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ว่าที่ผมพูดอย่างนี้ประชาชนก็อย่าพึ่งตกใจ เพราะยังมีเวลาอีกเยอะ ขอยื่นยันว่าแก้ทันแน่นอน

      สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบันน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำจำนวนน้อยมากเพราะไม่มีฝนตก ในส่วนท้ายน้ำจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลกเริ่มขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภค และเกษตรกรเริ่มทำนาปรัง ต้องการน้ำปริมาณมาก  เขื่อนสิริกิติ์ได้รับการประสานจากคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ให้ระบายน้ำเพิ่มขึ้นโดยมีแผนการระบายน้ำระหว่างวันที่ 17-21 มกราคม 2555 อยู่ที่ 37 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน โดยเขื่อนสิริกิติ์จะปรับการระบายน้ำตามการประสานงานกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำฯ ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยืนยันว่าเขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรงดี มีความปลอดภัยสูง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของจังหวัดอุตรดิตถ์ และหากมีข้อสงสัยหรือได้รับข่าวลือต่างๆ ไม่แน่ใจต้องการทราบข้อเท็จจริงโปรดติดต่อโดยตรงที่เขื่อนสิริกิติ์ โทร. 055 441840 หรือ http://www.sirikitdam.egat.com (ปรับปรุงข้อมูลทุก 1 ชั่วโมง)


ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ 

ภาพข่าว นายองอาจ ทองเปลี่ยน

 

เปิดตัวนิทรรศการ "นอร์เวย์ ดินแดนขั้วโลก” มกราคมนี้ ที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. จามจุรีสแควร์

พิมพ์ PDF

         

อพวช.จับมือ สถานฑูตนอร์เวย์ เปิดตัวนิทรรศการ "นอร์เวย์  ดินแดนขั้วโลก” (Polar Norway) ชี้เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยข้อมูลสำคัญที่ช่วยไขปริศนาสภาพอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ชูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพระเอกที่จะช่วยให้มนุษย์รับมือและอยู่รอดได้ โดยจัดแสดงระหว่างวันที่ 18 มกราคม -31 มีนาคม 2555 นี้ ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ชั้น 4 จามจุรีสแควร์ สามย่าน กรุงเทพฯ


          ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า  ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและนอร์เวย์ เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1905 (พ.ศ.2448) ซึ่งเป็นเวลากว่า 100 ปี มาแล้วที่ไทยและนอร์เวย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในการแลกเปลี่ยนทางการค้า และการสนับสนุนความช่วยเหลืออื่นๆ และในปีนี้ เราได้สร้างความสัมพันธ์ด้านใหม่เพิ่มขึ้น นั่นคือในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนับจากนี้ไป จะถูกหยิบยกขึ้นเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญทางการทูต เพราะว่าเงิน อาวุธยุทโธปกรณ์ และลัทธิความเชื่อนั้น ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่ได้  หากเราสังเกตบนท้องฟ้า แผ่นดิน และน้ำ เราจะมองเห็นถึงความเสียหายและการถูกทำลาย  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือมนุษยชาติได้


          ขั้วโลกเหนือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี  หลายคนอาจเคยเห็นภาพถ่ายหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับการผจญภัยในดินแดนขั้วโลก  และการต่อสู่กับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่หนาวเหน็บ ดังนั้น ชาวนอร์เวย์จึงเป็นผู้ที่รู้จักสิ่งแวดล้อมในดินแดนขั้วโลกดีกว่าประเทศอื่นใดในโลก  และยังรู้อีกว่าขณะที่มีการสำรวจขั้วโลกเกิดขึ้นทุกๆ ปี ในทางกลับกัน น้ำแข็งขั้วโลกก็เริ่มลดน้อยลงในเขตพื้นที่นี้เช่นกัน  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อบอกให้เราได้รับรู้ว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในขั้วโลก ไม่ได้น้อยไปกว่าที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย นั่นแสดงว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกัน และมีเพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือและดำรงชีวิตอยู่ได้  จึงขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ในการนำความรู้และเรื่องราวจากขั้วโลกสู่ใจกลางของประเทศไทย  เพื่อให้เยาวชนและประชาชนไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมของขั้วโลก  ซึ่งจะนำไปสู่การตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะช่วยในการดำรงชีพและพัฒนาประเทศชาติต่อไป
          ด้าน H.E. Ms.Kaija Chr. Nordgaard เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนับเป็นหนึ่งในความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในขณะที่ธรรมชาติอันเนื่องมาจากสภาวะอากาศที่ผันผวนก็กำลังเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนในแถบขั้วโลกถือเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลสำคัญที่จะช่วยไขปริศนาสภาพอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ประเทศนอร์เวย์ ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานในบรรดาประเทศในโซนขั้วโลก  และเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อกับทั้งทวีปอาร์กติกและทวีปแอนตาร์กติกา


          ดังนั้น การจัดแสดงนิทรรศการ “นอร์เวย์ ดินแดนขั้วโลก (Polar Norway)” จึงเป็นการให้ความรู้ที่นับเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกวันนี้  ขณะเดียวกัน ยังแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้มนุษย์เผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นนี้ได้ ผ่านการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยในการแก้ปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ล้วนน่าสนใจจากบริษัทชั้นนำของนอร์เวย์ อาทิ ยารา (Yara) คาร์บอน รีดักชั้น เทคโนโลยี (Carbon Reduction Technology) โจตัน (Joton) อะควาเฟนซ์ (AquaFence) และเทเลนอร์ (Telenor)
          ด้าน ดร.พิชัย  สนแจ้ง  ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระหว่าง อพวช. กับสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ฯ ในครั้งนี้  สอดคล้องกับภารกิจของ อพวช. ในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์สู่สังคม  อีกทั้งการจัดแสดงนิทรรศการฯ ชุดนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยแนะนำให้คนทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้ที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ณ จามจุรีสแควร์ แห่งนี้  ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยอีกแห่งของ อพวช. ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และเหมาะจะเป็นอีกทางเลือกของคนเมืองในการใช้เวลาพักผ่อนอย่างมีคุณภาพและสร้างสรรค์ ในการแสวงหาความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ พร้อมก้าวทันความเคลื่อนไหวและวิทยาการต่างๆ ในโลก
          ผู้สนใจนิทรรศการ  "นอร์เวย์  ดินแดนขั้วโลก” (Polar Norway) สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 31 มีนาคม 2555 เวลา 10.30 – 19.00 น. ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ชั้น 4 จามจุรีสแควร์ สามย่าน กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลการเข้าชมได้ที่ โทร. 02160 5356 หรือ 02577 9999 ต่อ 1829 , 1830


ผู้เผยแพร่ข่าว นายปราโมทย์ ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์

ภาพข่าว นายรัฐพล หงสไกร

 

ด้วยพระบารมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 13 องค์กรใหญ่ของประเทศ

พิมพ์ PDF

จับมือลงนามความร่วมมือไทย-เซิร์น หวังร่วมวิจัยพัฒนาด้านฟิสิกส์อนุภาค และเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูง
 


     ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยทรงสนพระทัยและได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนองค์กรเซิร์น ณ สมาพันธสวิส ถึง 4 ครั้ง ในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 ได้มีการลงนามในเอกสารแสดงเจตจำนงที่จะมีความร่วมมือกัน (Expression of Interest : EOI) ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และเซิร์น  โดยพระองค์ท่านทรงมีพระกรุณาธิคุณเสด็จประทับเป็นองค์ประธานสักขีพยาน ในการลงนามครั้งนั้นด้วย  จุดประสงค์ของการลงนามเพื่อแสวงหาความร่วมมือในการส่งนักศึกษาและครูไทยไปร่วมโครงการภาคฤดูร้อน รวมทั้งสนับสนุนให้นักฟิสิกส์จากประเทศไทยเข้าร่วมทำงานวิจัยในโครงการของเซิร์น


     สืบเนื่องจากการลงนามในครั้งนั้น  จึงได้เกิดความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างหน่วยงานระดับชาติ 13 หน่วยงาน จับมือลงนามในบันทึกข้อตกลงตาม “โครงการความร่วมมือไทยกับเซิร์น” หวังพัฒนากำลังคนด้านฟิสิกส์ที่ขาดแคลน เปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัยไทยได้ทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก  รวมถึงการร่วมใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ระบบสื่อสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาใช้ในวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ของไทย
      ดร.วีระพงษ์  แพสุวรรณ  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า  ท่านรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณมายังผู้บริหารองค์การ นักวิชาการ ร่วมถึงผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดบันทึกข้อตกลงทางวิชาการนี้ขึ้น และท่านรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีกับความร่วมมือของสถาบันทางวิชาการชั้นนำของประเทศไทยจำนวนมากที่สุดที่เกิดขึ้นในการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการที่มีความร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเช่นเซิร์น นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย


     นับว่าความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยกับเซิร์นนี้จะนำมาซึ่งการสร้างประโยชน์แก่วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเป็นอย่างมากในอนาคต การจัดทำบันทึกความร่วมมือทางวิชาการของความร่วมมือระหว่างไทยกับเซิร์นของ 13 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นการสนองแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่องค์กรระหว่างประเทศได้มาร่วมกันเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยกับเซิร์น พัฒนาขีดความสามารถทางด้านฟิสิกส์ให้กับเด็กและเยาวชน ครู นักวิจัยไทย ผ่านองค์การและกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาบุคลากรด้านฟิสิกส์อนุภาค อันเป็นสาขาที่ขาดแคลน ตลอดจนการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษา หรือทุนวิจัย แก่นักวิจัย การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัย  รวมถึงการร่วมใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด สื่อสารสนเทศ สาธารณูปโภค ทรัพยากรต่างๆ ที่แต่ละหน่วยงานมีร่วมกัน ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งที่นักวิชาการของไทยจะได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มีหลากหลายแขนงภายในห้องปฏิบัติการด้านต่างๆ ขององค์กรเซิร์น และจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งถ้าท่านสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้มาปรับใช้ได้จริงภายในประเทศไทย
    ศ.ดร.ไพรัช  ธัชยพงษ์  ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และประธานคณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเซิร์น กล่าวว่า “การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการไทยกับเซิร์น รวมถึงการจับมือขององค์กรหลักทางวิชาการทั้ง 13 หน่วยงานในครั้งนี้  เกิดขึ้นได้ด้วยพระบารมีและพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อย่างแท้จริง  ด้วยพระองค์ได้ทรงสนพระทัยในความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของเซิร์น โดยได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ที่เซิร์นถึง 4 ครั้ง  ในหลายวโรกาสได้ทรงมีพระราชดำริว่า หากนักวิทยาศาสตร์ของไทยได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับเซิร์น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเป็นอย่างมาก  เพื่อสนองแนวพระราชดำริดังกล่าว จึงได้เกิดการประสานงานระหว่างทีมผู้บริหารของเซิร์นและสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือทางวิชาการในแขนงที่เกี่ยวข้อง
     ภายใต้ความร่วมมือนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาบุคลากรด้านฟิสิกส์อนุภาค อันเป็นสาขาที่ขาดแคลน ตลอดจนการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นิสิต นักศึกษา หรือทุนวิจัย แก่นักวิจัย การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัย รวมถึงการร่วมใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด สื่อสารสนเทศ สาธารณุปโภค ทรัพยากรต่างๆ ที่แต่ละหน่วยงานมีร่วมกัน ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งที่นักวิชาการของไทยจะได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มีหลากหลายแขนงภายในห้องปฏิบัติการด้านต่างๆ ขององค์กรเซิร์น และทั้ง 13 หน่วยงานจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทยกับเซิร์นใน 4 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการคัดเลือกนักศึกษา และครูสอนฟิสิกส์ เพื่อร่วมโปรแกรมภาคฤดูร้อนของเซิร์น 2. โครงการส่งเสริมการจัดกิจกรรมวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเซิร์น (งานบริการวิชาการ) 3. โครงการ National e-Science Infrastructure Consortium 4. โครงการส่งเสริมนักศึกษาปริญญาโท-เอก นักวิจัย ไปทำวิจัย ณ เซิร์น และพัฒนาให้เกิดการทำวิจัยร่วมกับเซิร์น
            โดย 13 หน่วยงานที่ร่วมลงนามในครั้งนี้ ได้แก่ 1) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 3) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 5) มหาวิทยาลัยมหิดล 6) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  7) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  9) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  10) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)  11) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 12) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และ 13) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)



ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
ถ่ายภาพข่าว : นายองอาจ ทองเปลี่ยน

 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดีย เข้าพบ รมว.วท.

พิมพ์ PDF

 

  

     

      นายอนิล วาธวา (H.E. Mr. Anil Wadhwa) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดีย เข้าพบ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทย์ฯ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือเรื่องการจัดทำร่างแผนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างปี พ.ศ. 2555-2557 ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ของไทย กับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ของอินเดีย เมื่อวันพุธที่ 18 มกราคม 2555 ณ ห้อง Auditorium ชั้น 4 จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพ. อาคารจามจุรี จัตุรัสจามจุรี

เขียนข่าว : นายรัฐพล หงสไกร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์

ถ่ายภาพ : นายองอาจ ทองเปลี่ยน

 
หน้า 132 จาก 344
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป