กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



“ก.วิทย์” พัฒนา “ชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ 10 เซลล์” ใช้กับผู้พิการทางสายตา

พิมพ์ PDF

ลดค่าใช้จ่ายและการนำเข้าจากต่างประเทศ


             สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาคิดค้น“ชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ 10 เซลล์” (10 อักษร) หวังให้คนตาบอดใช้อ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บนจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม่นยำ เล็งพัฒนาวิธีการผลิตและโปรแกรมให้ได้มาตรฐานสากล ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ 
             ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร. สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันซินโครตรอน กล่าวว่า เมื่อปี 2555 ทางสถาบันฯ ได้ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ขนาด 3 เซลด้วยแสงซินโครตรอน เป็นชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ที่ผลิตจากแสงซินโครตรอนครั้งแรกของประเทศ ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ “โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ” ของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา ประเภทองค์กรของรัฐ ที่มีผลงานโดดเด่นในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในปีนี้ทางสถาบันฯจึงได้ต่อยอดงานวิจัยโดยการพัฒนาชุดแสดงผลอักษรเบรลล์เป็น 10 เซลล์ (10 อักษร) ด้วยแสงซินโครตรอน ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่สำคัญของสถาบันฯ ในการพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้พิการทางสายตาและสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการแสดงผลของผู้พิการทางสายตาให้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น
             ดร.รุ่งเรือง พัฒนากุล  นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ทีมงานวิจัยได้ใช้แสงซินโครตรอนที่มีความเข้มแสงสูงกว่าดวงอาทิตย์ถึงล้านเท่า ซึ่งมีอำนาจทะลุทะลวงสูงในการผลิตชิ้นส่วนของตัวแสดงผลอักษรเบรลล์ ทำให้ได้ชิ้นงานมีความคมชัดและแม่นยำสูง  จึงสามารถผลิตชิ้นส่วนของเครื่องได้  โดยชุดอักษรเบรลล์ที่ผลิตขึ้นมานี้จะมีโปรแกรมเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อแปลงอักษรปกติให้เป็นอักษรเบรลล์และจะปรากฏบนเครื่องแสดงผลอักษรเบรลล์ เมื่อผู้พิการทางสายตาสัมผัสที่แถวอักษรเบรลล์บนเครื่องจะสามารถอ่านข้อความที่ป้อนผ่านคอมพิวเตอร์ได้ นอกจากนี้ทีมงานวิจัยยังได้นำชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ 10 เซลล์ไปทดสอบกับผู้พิการทางสายตา  กับนักเรียนระดับชั้น ป.5 ถึง ม.6 ของโรงเรียนการศึกษาคนตาบอด จ.นครราชสีมา พบว่าความถูกต้องในการอ่านอยู่ที่ร้อยละ 95 โดยทีมนักวิจัยต้องพัฒนาเพิ่มในส่วนของโปรแกรมให้สามารถตัดคำได้อย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านได้อย่างต่อเนื่อง
             “การที่ทางสถาบันฯผลิตเครื่องฯได้เองนี้จะสามารถลดการนำเข้าจากต่างประเทศ  ส่งผลให้ต้นทุนในการสร้างอุปกรณ์มีราคาถูกลง จากเดิมที่ราคาชุดแสดงผลพร้อมโปรแกรมนำเข้าจากต่างประเทศมีราคากว่า 50,000 บาทต่อเครื่อง แต่ชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ 10 เซลล์พร้อมโปรแกรมที่สถาบันฯผลิตขึ้น หากผลิตเพื่อจำหน่ายจะมีราคาไม่เกินเครื่องละ 10,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถมีกำลังซื้อเป็นของตัวเองได้” ดร.รุ่งเรือง กล่าว
             ด้านนายวิชัย สารคล่อง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนคนตาบอด จ.นครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์และความสะดวกสบายให้กับผู้พิการทางสายตาอย่างมาก เนื่องจากสามารถทดแทนตำราเรียนอักษรเบรลล์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำอย่างจำกัด นอกจากนี้จุดของอักษรเบรลล์ยังลางเลือนได้ง่าย สิ้นเปลืองพื้นที่การจัดเก็บ อีกทั้งกระดาษยังเสียหายจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย ดังนั้นการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้พิการสามารถอ่านผ่านชุดแสดงผลอักษรเบรลล์ 10 เซลล์ได้นั้น ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถรับข่าวสารได้สะดวก รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ และสามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากโดยที่ไม่จำเป็นต้องถือหนังสือเบรลล์หลายๆ เล่ม ซึ่งทางโรงเรียนขอขอบคุณทางสถาบันฯ เป็นอย่างมากที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ มีประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการทางสายตาให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น”   
 

 

 



ผู้เขียนข่าว   น.ส.อริญา  ลาภโคกสูง 
เบอร์โทรศัพท์ 0-4421-7040 ต่อ 1251-2 โทรสาร 0-4421-7047
อีเมลล์: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน , อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

ซินโครตรอน ก.วิทย์ ใช้กล้องจุลทรรศน์อินฟราเรด ตรวจน้ำเหลืองวินิจฉัยโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น

พิมพ์ PDF

หวังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพรักษาผู้ป่วยในอนาคต

            สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ใช้กล้องจุลทรรศน์อินฟราเรดตรวจน้ำเหลืองวินิจฉัยและจำแนกความผิดปกติของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น พบมีความแม่นยำ รวดเร็ว ราคาถูก ไม่ยุ่งยาก หวังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในอนาคต
            มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยประมาณ 15,000 ราย พบผู้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 87 เนื่องจากผู้ป่วยมักจะได้รับการวินิจฉัยโรคในระยะสุดท้ายซึ่งอยู่ในระยะลุกลามจึงไม่สามารถทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที
            ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิจัยของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ประยุกต์ใช้กล้องจุลทรรศน์อินฟราเรดสร้างฐานข้อมูล เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างน้ำเหลืองของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ น้ำเหลืองของผู้ป่วยโรคตับแข็ง และน้ำเหลืองของคนปกติ ผลการทดลองพบว่าจากข้อมูลสเปคตรัมอินฟราเรดสามารถสร้างฐานข้อมูลตัวบ่งชี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็ง และของคนปกติ มีความถูกต้องถึงร้อยละ 96 อีกทั้งเมื่อนำฐานข้อมูลดังกล่าวมาใช้ทดสอบจริงในการแยกตัวอย่างน้ำเหลืองของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ พบว่าสามารถใช้แยกตัวอย่างน้ำเหลืองของผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นได้ถูกต้องถึงร้อยละ 83
            ด้าน ดร.ศุลีพร แสงกระจ่าง นักวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งตับขั้นต้น จะใช้วิธีการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับ และตรวจวัดระดับของอัลฟาฟีโตโปรตีน (AFP) ในเลือด ซึ่งพบว่าจะมีปริมาณสูงในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ แต่ระดับ AFP มีผลสอดคล้องกับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในบางรายเท่านั้น ดังนั้นคณะนักวิจัยจาก 2 สถาบัน จึงใช้เทคนิคกล้องจุลทรรศ์อินฟราเรดในการวิเคราะห์น้ำเหลือง หรือ ซีรั่ม (serum biomarkers) ของผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตรวจหาตัวบ่งชี้ของโรคมะเร็งตับ และความเป็นไปได้ในการใช้ตัวบ่งชี้นั้นในการจำแนกกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับได้ในระยะเริ่มต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ 
             

 

"ก.วิทย์ฯ" ผลิตเครื่องต้นแบบเอทานอลไร้น้ำชนิดเคลื่อนที่ ลดนำเข้าเทคโนโลยี สร้างรายได้เข้าประเทศ

พิมพ์ PDF

           กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ผลิตเครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟชนิดเคลื่อนที่ ขนาดกำลังการผลิต 1,000 ลิตรต่อวัน เป็นเครื่องจักรต้นแบบในระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือระดับชุมชน ที่สามารถขยายขนาดสู่ระดับอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับโรงงานผลิตเอทานอลระดับชุมชนในอนาคต  สนองนโยบายรัฐบาลในการลดนำเข้าเทคโนโลยี  สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน
         นายยงวุฒิ   เสาวพฤกษ์   ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า  จากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยี สร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืนนั้น วว.จึงได้ผลิตเครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟ (Mobile  Molecular sieve) ชนิดเคลื่อนที่ขึ้น ซึ่งได้ยื่นจดสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว โดยเครื่องนี้มีขนาดกำลังผลิต 1,000 ลิตรต่อวัน เป็นเครื่องจักรที่ใช้ผลิตเอทานอลไร้น้ำ ที่มีความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 99.5 โดยปริมาตร ก่อนนำไปใช้ผสมน้ำมันเบนซินเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า “แก๊สโซฮอล์” เพื่อใช้กับยานพาหนะปัจจุบันที่ไม่ต้องการการดัดแปลงเครื่องยนต์
            ดร.ธีรภัทร  ศรีนรคุตร  ผู้เชี่ยวชาญวิจัย และผู้อำนวยการโครงการเอทานอล วว. กล่าวว่า  เครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำฯ สามารถใช้เป็นเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือระดับชุมชน  รวมทั้งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายขนาดสู่ระดับอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ได้ เป็นเครื่องที่ประหยัดพลังงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 และมีต้นทุนต่ำกว่าเครื่องจักรนำเข้าจากต่างประเทศประมาณร้อยละ 50 ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้า คิดเป็นมูลค่านับพันล้านบาท สามารถเคลื่อนย้ายไปดำเนินงานตามที่ต่างๆ ได้ เพื่อรองรับโรงงานผลิตเอทานอลระดับชุมชนในอนาคต นอกจากนี้ประเทศไทยยังสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกเครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรืออาจได้รับผลประโยชน์ด้วยการขายสิทธิบัตรของเครื่องจักร
            ทั้งนี้ วว. ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟชนิดเคลื่อนที่  สำหรับใช้ในกิจการ โครงการชัยพัฒนาแม่ฟ้าหลวง ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมจัดทำโครงการสร้างเครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำให้แก่องค์การสุรา กรมสรรพสามิต เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งได้มีการติดตั้งและใช้งานแล้ว ณ โรงแอลกอฮอล์ องค์การสุรา อำเภอบางคล้า  จังหวัดฉะเชิงเทรา   ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาเครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำเพื่อนำไปใช้กับโรงงานเอทานอลชุมชน ภายใต้โครงการ “สร้างมูลค่าเพิ่มมันสำปะหลังโดยนำมาผลิต   เอทานอล” ซึ่งจะมีการจัดตั้งโรงงานขึ้นโดย วว. ณ จังหวัดกำแพงเพชร
            วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต “เครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟชนิดเคลื่อนที่” ให้แก่ภาคเอกชนเพื่อนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์  สนใจสอบถามละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร. 0 2577 9300  หรือที่โทร 0 2577 9000 E-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน    Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  โทร. 1313

 

 

ก.วิทย์ฯ มอบเครื่องสกัดน้ำมันปาล์ม แก่สหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลาน

พิมพ์ PDF

 หวังยกระดับเป็นชุมชนต้นแบบนำงานวิจัยแก้ไขปัญหาท้องถิ่น
 
             ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค/สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอบเครื่องสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกเมล็ดโดยไม่ใช้ไอน้ำขนาด 5 ตันทะลายต่อชั่วโมง แก่สหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตอบโจทย์วิวัฒนาการความต้องการแปรรูปผลิตผลการเกษตรปาล์มน้ำมันของกลุ่มเกษตรกร
             เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มสหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสบปัญหาการสูญเสียน้ำมันปาล์มระหว่างขั้นตอนการสกัด คุณภาพน้ำมันปาล์มที่ได้ไม่ดีพอ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสกัดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายรับไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไป ทาง เอ็มเทค/สวทช. และสหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลานจึงได้ร่วมกันพัฒนาระบบสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกกะลาเม็ดในโดยไม่ใช้ไอน้ำขนาดกำลังการผลิตรวม 5 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นการต่อ ยอดมาจากต้นแบบเทคโนโลยีระบบสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำขนาด 1.5 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมง ที่ทำการวิจัยมาก่อนหน้านี้ โดยเริ่มดำเนินการในเดือนมีนาคม 2555 และได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนทั้งสิ้น 15 ล้านบาท จากแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ภายใต้การกำกับดูแลของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานสหกรณ์การเกษตรจังหวัดสุราษฏร์ธานี
             นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การส่งมอบเครื่องสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกกะลาเม็ดในโดยไม่ใช้ไอน้ำขนาดกำลังการผลิตรวม 5 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมง  แก่สหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นชุมชนท้องถิ่นตัวอย่างแห่งแรกของประเทศ ที่ได้มีการนำปัญหาของชุมชนมาเป็นโจทย์ของการทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค/สวทช.) และ สหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน ด้วยการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการแปรรูปและผลิตน้ำมันปาล์มในระดับชุมชน
             ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ระบบสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกกะลาเม็ดในโดยไม่ใช้ไอน้ำ มีจุดเด่นคือสามารถแยกหีบน้ำมันจากเฉพาะส่วนเนื้อผลปาล์ม ทำให้ได้น้ำมันคุณภาพดีและเพิ่มผลผลิตสูง ส่วนกะลาเม็ดในที่ได้ก็มีความสะอาดสามารถนำไปหีบเป็นน้ำมันจากะลาเม็ดในต่อไป ส่วนกากปาล์มหลังการหีบซึ่งไม่ผ่านไอน้ำ มีคุณค่าสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับการนำไปทำเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์  ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ระบบสกัดนี้ไม่มีน้ำเสีย ดังนั้นจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ  ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดศูนย์สาธิตระบบสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกกะลาเม็ดในโดยไม่ใช้ไอน้ำขนาดกำลังการผลิตรวม 5 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมงและเครื่องจักรต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อการเผยแพร่เทคโนโลยีจากผลงานวิจัยของ เอ็มเทค/สวทช. สู่ชุมชนอื่นๆ ที่สนใจต่อไป  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน เป็นการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างแท้จริง



************************************
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จุดประกายความคิด สร้างโอกาสธุรกิจไทย
ส่งมอบผลงานวิจัย พัฒนาไทยสู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


 

ผู้ส่งข่าว นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์
ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สวทช.
โทร. ๐-๒๖๔๔-๘๑๕๐ ต่อ ๗๐๙
โทรสาร ๐-๒๖๔๔-๘๑๙๒
www.nstda.or.th, facebook nstdapr
 

 

ก.วิทย์ ฯ / สวทช. กระตุ้นครูวิทย์ฯ พัฒนาสื่อวิทยาศาสตร์ สอนเด็กประถม – มัธยมต้น

พิมพ์ PDF

          สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. ) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดอบรมเชิงปฏิบัติการขยายผลสื่อ การเรียนรู้ เจาะลึกเทคโนโลยีด้วยวิทยาศาสตร์ให้กับครูสอนวิทยาศาสตร์ในเครือข่าย ปตท. ในกิจกรรม “สนุกกับสารเรืองแสง” เพื่อส่งเสริมให้ครูนำความรู้จากวิทยาศาสตร์ ใช้เป็นสื่อการสอน กระตุ้นให้เด็กมีความสนใจอยากเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์
          นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารค่ายวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาสื่อและหลักสูตรชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชุดกิจกรรมเจาะลึกเทคโนโลยีด้วยวิทยาศาสตร์ เรื่อง “สนุกกับสารเรืองแสง” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้ผ่านการทดลองจากฝ่ายค่ายวิทยาศาสตร์ ( สวทช. )  แล้วว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความเหมาะสมสำหรับผู้เรียนในระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ประถมศึกษาปีที่ 4-6) และมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1-3) มีทั้งหมด 4 กิจกรรม  ได้แก่ สกัดสารคลอโรฟิลล์จากใบไม้ , สร้างอุปกรณ์ทดสอบสารคลอโรฟิลล์เรืองแสง ,  นักสำรวจสารเรืองแสง , การนำสารเรืองแสงไปใช้ประโยชน์ ซึ่งชุดสนุกกับสารเรืองแสงนี้จะทำให้ครูผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจในการนำกิจกรรมต่างๆ ในการนำไปใช้พัฒนาปรับปรุงสื่อให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอดและเข้าใจเนื้อหาที่ถูกต้องชัดเจน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ส่งผลให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีในการเรียนวิทยาศาสตร์
          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยได้ให้การสนับสนุน โดยนำครูในโรงเรียนเครือข่ายของ ปตท.เข้าร่วมอบรมระหว่างวันที่ 4–5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ให้กับครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษา จำนวน 31 คน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ซึ่งหลังจากนี้ครูผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะนำสื่อและความรู้ที่ได้รับไปสอนเด็กนักเรียน จากนั้นจะทำการประเมินผลกลับมาให้กับสวทช. เพื่อใช้ปรับปรุงและพัฒนาสื่อให้ดีขึ้น และนำสื่อที่ได้รับการพัฒนาแล้วไปขยายผลให้กับโรงเรียนอื่นๆของประเทศ นำไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป



***********************************
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จุดประกายความคิด สร้างโอกาสธุรกิจไทย
ส่งมอบผลงานวิจัย พัฒนาไทยสู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ผู้ส่งข่าว นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์
ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สวทช.
โทร. ๐-๒๖๔๔-๘๑๕๐ ต่อ ๗๐๙ โทรสาร ๐-๒๖๔๔-๘๑๙๒ www.nstda.or.th, facebook nstdapr
 

 
หน้า 132 จาก 388
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป