กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



มว. พร้อมเป็นศูนย์กลางการอบรม “มาตรวิทยา” แห่งอาเซียน

พิมพ์ PDF

       สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ และมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบมาตรวิทยาของชาติให้สอดคล้องกับระบบมาตรวิทยาสากล ยกขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดไปสู่ผู้ใช้งาน ส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพด้านมาตรวิทยา รวมถึงสร้างความตระหนักในสังคมให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องด้านมาตรวิทยา
       นายประยูร เชี่ยววัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องจากสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ และ Japan International Cooperation Agency (JICA) ได้เล็งเห็นความสามารถของสถาบันฯ ที่มีศักยภาพด้านการวัดในระดับสากล อีกทั้งยังเป็นผู้นำด้านการวัดในภูมิภาคอาเซียน จึงได้มีการประสานขอความร่วมมือมายังสถาบันฯ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ ความเป็นมา ระบบการวัด โครงสร้างระบบมาตรฐานการวัด และระบบสอบกลับได้ เพื่อให้ประเทศสมาชิก CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม มีความรู้ความเข้าใจในระบบการวัด
       นายประยูร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางสถาบันฯ พร้อมเผยแพร่ความรู้ด้านมาตรวิทยาให้กับประเทศสมาชิกภูมิภาคอาเซียน ให้ได้รับทราบถึงความสำคัญของกิจกรรมมาตรวิทยา ที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะมีการถ่ายทอดวิธีพัฒนาศักยภาพการยกระดับมาตรฐานด้านการวัดให้ผู้ร่วมฝึกอบรม สามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การอบรมดังกล่าวยังจะเป็นตัวช่วยในการกระชับความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประเทศไทยและประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนให้มีความแน่นแฟ้น อีกด้วย
       ทั้งนี้การถ่ายทอดความรู้ของสถาบันมาตรวิทยากับประเทศสมาชิก ได้ดำเนินการภายใต้ โครงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น โดยจัดฝึกอบรมหลักสูตร Third Country Training Program on Strengthening of Measurement Standards Institutes of CLMV Countries towards ASEAN Integration  ซึ่งมีระยะเวลาในการอบรม 3 ปี ตั้งแต่ ปี 2556-2558 ในปีนี้เริ่มอบรมตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2556  ณ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ รังสิต-นครนายก คลอง 5 จ.ปทุมธานี


- - - - - - - - - - - - - -

 


          ผู้เขียนข่าว/ผู้ประสานงาน นายประสิทธิ์ บุบผาวรรณา / น.ส.พชธภร  สุขสุเดช
            เบอร์โทรศัพท์ 02 -577 5100 ต่อ 4226, 4208 เบอร์แฟกซ์ 02-577-2859
อีเมลล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
 

 

ไบโอเทค/สวทช.โชว์แนวคิด Near Zero Waste หลังประสบความสำเร็จ

พิมพ์ PDF

ในโรงงานต้นแบบการผลิตแป้งมันสำปะหลัง พบ ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมาก
 
         (19 ก.ค. 56)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค/สวทช.) นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงานนำร่องและโรงงานต้นแบบการผลิตแป้งมันสำปะหลังที่ บริษัท ชลเจริญ จำกัด จ.ชลบุรี เพื่อนำแนวคิดการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อมเกือบเป็นศูนย์ (Near Zero Waste : NZW) ที่สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงาน ในการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ไปเผยแพร่ยังกลุ่มโรงงานแป้งมันสำปะหลังอื่นๆ ซึ่งอาจมีการขยายต่อไปยังโรงงานที่มีน้ำเสียในปริมาณมาก เช่น โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้จุดสำคัญคือการจัดหาแหล่งเงินทุนเต็มจำนวนให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียนี้ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
         ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร ผู้อำนวยการศูนย์พันธุ์วิศกรรมและเทคโนโลยีชีภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค/สวทช.)ในปี พ.ศ. 2546 ไบโอเทค ร่วมกับสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ดำเนินการวิจัย เรื่อง “การสำรวจและรวบรวมข้อมูลของการใช้น้ำและพลังงานในโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง” โดยได้นำผลจากการสำรวจและรวบรวมมากำหนดดัชนีชี้วัดมาตรฐานBenchmarking มาจำแนกตามขนาดของโรงงาน พร้อมดำเนินการ “วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยผลิตและลดการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงาน” โดยประยุกต์ใช้หลักการ Near Zero Waste (NZW) ซึ่งขณะนี้มีโรงงานแป้งมันสำปะหลังนำร่อง จำนวน 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท แป้งตะวันออกเฉียงเหนือ (1987) จำกัด /บริษัท วีพี สตาร์ช (2000) จำกัด /บริษัท เจ้าพระพืชไร่ (2999) จำกัด /บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด /บริษัทอุตสาหกรรมแป้งมันกาญจนชัย จำกัด และบริษัท ชลเจริญ จำกัด
         ดร.วรินธร สงคศิริ นักวิจัย ไบโอเทค และหัวหน้าโครงการ“การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยผลิตและลดการใช้ทรัพยากร น้ำ และพลังงาน: โรงงานแป้งมันสำปะหลังนำร่อง” กล่าวว่า โรงงานนำร่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Near Zero Waste (NZW)  ถือว่าเป็นการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้สูงขึ้น ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ลดการใช้ทรัพยากรเช่น น้ำและพลังงาน รวมทั้งลดการสูญเสียแป้งในกระบวนการผลิตลง ขณะที่จะให้พลังงานก๊าซชีวภาพและสามารถวนน้ำกลับมาใช้งานใหม่ในโรงงานได้ ซึ่ง บริษัท ชลเจริญ จำกัดถือเป็นหนึ่งในโรงงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยสกัดแป้ง เพื่อลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการดึงแป้งกลับ การปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยสกัดกาก เพื่อลดการใช้พลังงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยคัดแยก พร้อมนำแนวคิดการบริหารจัดการที่ดีไปใช้ในโรงงาน
         นายนิรินทร์ ขจรเฉลิม กรรมการผู้จัดการบริษัท ชลเจริญ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่บริษัทนำเอาข้อเสนอในการปรับปรุงการผลิตมาปรับใช้ ทำให้บริษัทสามารถลดปริมาณการใช้น้ำและพลังงาน การเกิดขยะและของเสียอันตรายก็มีไม่มาก รวมถึงน้ำเสียที่ต้องบำบัดมีปริมาณน้อยลง ส่งผลให้บริษัทสามารถลดค่าจ่ายได้มากกว่า 30 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง อีกด้วย
         ทั้งนี้ ไบโอเทคได้ดำเนินโครงการ “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพลังงานและทรัพยากรสำหรับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง”  เป็นระยะเวลา 3 ปี (2555-2557) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงานในสายการผลิต ทำให้ปัจจุบันมีบุคลากรในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 100 คน จาก 20 โรงงาน



************************************
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จุดประกายความคิด สร้างโอกาสธุรกิจไทย
ส่งมอบผลงานวิจัย พัฒนาไทยสู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ผู้ส่งข่าว นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์  ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สวทช.
โทร. ๐-๒๖๔๔-๘๑๕๐ ต่อ ๗๐๙  โทรสาร ๐-๒๖๔๔-๘๑๙๒  www.nstda.or.th , facebook nstdapr
 

 

ปส. เดินหน้า ฝึกซ้อมระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี …. มั่นใจสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

พิมพ์ PDF

       กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ลงพื้นที่ฝึกซ้อมระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี เตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ในจังหวัดที่มีเส้นทางผ่านในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี ตอกย้ำสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย พร้อมขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
       ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในประเทศ ในการใช้ประโยชน์มาใช้ ทั้งการแพทย์ เกษตร อุตสาหกรรม การศึกษาวิจัยการผลิตกระแสไฟฟ้า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต จึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด การจัดสัมมนาการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการเพิ่มความรู้ความเข้าใจเรื่องนิวเคลียร์และรังสีแก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง  พร้อมทำหน้าที่ระงับเหตุและบรรเทาภัยหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น  เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
        นายสุพรรณ แสงทอง เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวว่า ปส. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้มีความปลอดภัยสูงสุด และเป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุนการเตรียมความพร้อม การระงับและบรรเทาภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ รวมถึงถ่ายความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน สามารถระงับเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น  จึงจัดฝึกอบรม “การปฏิบัติงานในการระงับเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี”ขึ้น ให้กับเจ้าหน้าที่ของจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นพื้นที่มีการใช้ประโยชน์จากวัสดุกัมมันตรังสีในทางอุตสาหกรรม และการแพทย์ อีกทั้งยังเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญ ที่มีการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสีผ่านไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยในอนาคตประเทศในภูมิภาคเอเชีย อาจมีการพัฒนาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจและการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมความพร้อมในการระงับเหตุ ในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น
       ทั้งนี้การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2556 และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน 2556 ณ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งในอนาคตจะขยายการฝึกอบรมให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป
สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร 1313 หรือ 086-8808658,02-596-7600 ต่อ 1116
 

 

ไทยดึงเยาวชนอาเซียน เข้าค่าย“รักอะตอม” เตรียมเข้าสู่ AEC

พิมพ์ PDF

               กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นำนักเรียนเยาวชนจาก 10 ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนอาเซียน “รักอะตอม” เพื่อถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ในการสร้างแนวร่วมที่มีศักยภาพ สามารถช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไป
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ในทุกภูมิภาคทั่วโลกให้ความสนใจหันมาใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสี ทั้งการแพทย์ เกษตร อุตสาหกรรม การศึกษาวิจัย การผลิตกระแสไฟฟ้า ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต   กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีนโยบายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ดำเนินการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิวเคลียร์และรังสี เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นต่อประชาชนในเรื่องความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะให้มีความพร้อมในการเปิดประตูก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558
               นายสุพรรณ แสงทอง เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กล่าวว่าสำนักงานฯ ได้ดำเนินการการสร้างความรู้ความเข้าใจความตระหนักเกี่ยวกับนิวเคลียร์และรังสีและการกำกับดูแลความปลอดภัยให้กับกลุ่มเยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเป็นการสร้างแนวร่วมที่มีศักยภาพในการช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องไปสู่กลุ่มประเทศอาเซียน จึงได้จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนอาเซียน “รักอะตอม”ขึ้น โดยนำเยาวชน นักเรียนระดับ High School จาก 10 ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนมาร่วมกิจกรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้มีการนำพลังงานปรมาณูไปใช้ในทางสันติ ส่งผลให้ประเทศชาติและภูมิภาคเกิดการพัฒนา มีความก้าวหน้า และมีขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศในทุกๆด้านได้มากยิ่งขึ้น
               ทั้งนี้งานจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม 2556  ณ โรงแรมพินนาเคิล แกรนด์ จอมเทียน รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดชลบุรี
 


สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 


 

 

ก.วิทย์/สวทน. เฟ้นเด็กเก่งวิทย์เข้าโครงการ “ STEM” ยกศักยภาพเด็กไทยเทียบสากล

พิมพ์ PDF

         สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งผลักดันโครงการสะเต็มศึกษา (STEM) แนวทางการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ แบบใหม่ เตรียมดึงเด็กเก่งเข้าร่วมโครงการ วางกรอบการเรียนการสอนต่อเนื่อง 10 ปี มีบริษัทเอกชนรอรับเข้าทำงาน เตรียมพร้อมบุคลากรรุ่นใหม่ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันตามยุทธศาสตร์ประเทศ รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
         ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า จากความสำเร็จในการใช้โครงการ สะเต็มศึกษา ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนแนวทางการส่งเสริมการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แบบใหม่ ที่หลายประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก อาทิ ประเทศจีน ได้มีการตั้งเป้าหมายในการผลิตบัณฑิต STEM ให้ได้ 3.5 ล้านคนต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก หรือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีการสนับสนุนให้เปิดโรงเรียน STEM ทั่วประเทศ และตั้งเป้าในการสร้างบุคลากรครูให้ได้ 100,000 คนเป็นต้น ดังนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้มอบหมายให้ สวทน.ดำเนินการผลักดันโครงการ STEM โดยทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอนต้นแบบระดับมัธยมปลาย และพัฒนาครู STEM รวมถึงแนวทางในการสนับสนุนห้องปฏิบัติการ และหลักเกณฑ์การให้ทุนการศึกษา ตลอดจนประสานความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในเรื่อง การฝึกงาน และแหล่งงานรองรับ  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามยุทธศาสตร์ประเทศ และเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต
           ดร.กิตติพงค์  พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สวทน.  กล่าวว่า การเรียนการสอนของ STEM มีการวางกรอบการศึกษาตั้งแต่ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับปริญญาเอก มีวางกรอบการเรียนการสอนต่อเนื่อง 10 ปี ซึ่งเน้นเชื่อมโยงการเรียนการสอนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และผสานความรู้เข้ากับวิชาอื่นๆ โดยไม่แยกออกเป็นรายวิชา มีการเรียนรู้ทำโครงงานจากสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง (Project based Learning) เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสังคม  ซึ่งการผลักดันให้เกิดการเรียนการสอนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนแล้วจากหลายประเทศ เช่น National Science Foundation ประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนการจัดตั้ง STEM ในประเทศไทย ประเทศฟินแลนด์ยินดีให้ความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพด้าน STEM ให้เด็กไทยในพื้นที่ชนบทห่างไกล เป็นต้น โดยการดำเนินงานขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสถานศึกษาเพื่อนำร่องโครงการ และการวางแผนพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การพัฒนาครูในสถานศึกษา โดยมีหลักสูตรการเรียนเบื้องต้น เช่น หลักสูตรรถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้า หลักสูตรเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ในปี 2557 โดยตั้งเป้าจะผลิตนักเรียนระดับมัธยมปลายจากโครงการนำร่องให้ได้ 500 คนต่อปี



ขอข้อมูลเพิ่มเติม : นางสาวรติมา เอื้อธรรมาภิมุข สนง.คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ
โทร: Tel. 662 160 5432 Ext 701
Website: www.sti.or.th
 

Tags STEM
 
หน้า 132 จาก 393
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป