กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



กิจกรรมนัดพบผู้ประกอบการ BUSINESS MATCHING “โครงการวิศวกรรมย้อนรอยกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย”

พิมพ์ PDF

 

 

          รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในงานแถลงข่าว “โครงการวิศวกรรมย้อนรอยกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย” (เนื่องในกิจกรรมนัดพบผู้ประกอบการ BUSINESS MATCHING) เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ผลสำเร็จของการทำโครงการวิสวกรรมย้อนรอย ตลอดจนจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะ “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” ในงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี 2553 (TechnoMart InnoMart 2010) ระหว่างวันที่ 16-20 ตุลาคม 2553 ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2553

 

 

          รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า จากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะ “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” แล้ว วัตถุประสงค์สำคัญอีกประการคือ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ นักประดิษฐ์ นักพัฒนาของไทยได้มีพื้นที่ในการนำผลงานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจและการพัฒนาประเทศ มาจัดแสดง โดยมุ่งหวังให้เกิดการเยี่ยมชม แลกเปลี่ยน เจรจาซื้อ-ขายเทคโนโลยีและนวัตกรรมของคนไทยด้วยกันเอง เพื่อให้เกิดแนวคิดที่ว่า ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ

          การนัดพบผู้ประกอบการ ถือเป็นกิจกรรมที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ตั้งใจจัดขึ้นภายในงานเป็นครั้งแรก ด้วยพิจารณาเห็นว่าผู้ประกอบการคือ กลุ่มเป้าหมายหลักของงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากสมาคมเครื่องจักรกลไทยซึ่งมีบริษัทคนไทยเป็นสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมาก และในปีนี้สมาคมฯ ได้นำผลงานเครื่องจักรกลมาจัดแสดงกว่า 100 ชิ้นงาน อีกทั้งยังมีผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนอื่นๆ อีกกว่า 300 ผลงาน ซึ่งท่านสามารถเลือกชมและแสดงความสนใจซื้อ-ขาย หรือพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ โดยจัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจในบริเวณงาน จำนวน 2 จุด ระหว่างวันที่ 16-20 ตุลาคม 2553

 

 

          สำหรับผลงานเครื่องจักร/อุปกรณ์ บางส่วนที่นำมาจัดแสดงในพื้นที่สมาคมเครื่องจักรกลไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลสำเร็จจากการส่งเสริมการพัฒนาสร้างเครื่องจักรภายใต้โครงการวิศวกรรมย้อนรอย ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้การสนับสนุนสมาคมฯ องค์กร สถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมดำเนินการ จึงใคร่ถือโอกาสแถลงผลงานโครงการฯ ดังกล่าวต่อสื่อมวลชนได้รับทราบ และช่วยเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานจากโครงการฯ เพื่อให้คนไทยเห็นความสำคัญและมีความเชื่อมั่นในเครื่องจักรกลที่พัฒนาโดยคนไทยให้มากยิ่งขึ้น

          ดร.พสุ โลหารชุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นโยบายภาครัฐกับการสนับสนุนวิศวกรรมย้อนรอย ในปัจจุบันการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศมากถึง 600,000 ล้านบาท โครงการวิศวกรรมย้อนรอยจะประสบผล เราต้องใช้เครื่องจักรที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งด้านเกษตร และการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เป็นต้น เราต้องสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้เกิดการขยายตัว และผู้ประกอบการเลือกใช้เครื่องจักรภายในประเทศแทนการนำเข้าเพิ่มขึ้น

 

 

          นางนิตยา พัฒนรัชต์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดทำโครงการศึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเครื่องจักรในกระบวนการผลิตด้วยวิศวกรรมย้อนรอย เพื่อพัฒนาสร้างเครื่องจักรที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตภายในประเทศตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยการผลิตด้วยกระบวนการเรียนรู้จากองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วอย่างเป็นระบบแล้วพัฒนาให้ดีกว่าเดิมทั้งในด้านคุณภาพและราคา การดำเนินงานในรูปแบบการบูรณาการระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายของโครงการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบตามความต้องการของผู้ใช้และสอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์ของชาติโดยเครื่องจักรที่พัฒนาได้นี้สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ทำให้สามารถลดการนำเข้าและประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไป

          นายณรงค์ สกุลศิริรัตน์ อุปนายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2547 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงอุตสาหกรรม ให้นำเครื่องจักรกลมาต่อยอด เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม โครงการแรกที่ริเริ่มคือ สร้างเครื่องจักรกลพื้นฐาน ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องจักรกลแปรรูปอาหารและพลังงาน และเครื่องจักรกลบรรจุภัณฑ์ เราดูว่าประเทศอื่นเขาทำอะไร แล้วนำมาต่อยอดพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

 

เขียนข่าวโดย : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ

ภาพข่าวโดย : นายชัชวาลย์ โบสุวรรณ

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร 0 2333 3732

 

 

รมว.วิทย์ฯ เปิดโครงการอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน และคลินิกเทคโนโลยี จังหวัดกระบี่

พิมพ์ PDF

            

                ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานเปิดโครงการอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน (อสวท.) และคลินิกเทคโนโลยี  จังหวัดกระบี่  โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  จังหวัดกระบี่  และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในจังหวัดกระบี่  ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดโครงการอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน และคลินิกเทคโนโลยี  จังหวัดกระบี่ ขึ้น  เพื่อพัฒนาบุคลากรในชุมชนให้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ไปสนับสนุนการพัฒนางานของชุมชน  เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป  โดยมี ดร.วีระพงษ์  แพสุวรรณ  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นายประสิทธิ์  โอสถานนท์  ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  รศ. ดร.ศรปราชญ์  ธไนศวรรยางกูร  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และประชาชนชาวจังหวัดกระบี่ให้การต้อนรับ ณ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์  จังหวัดกระบี่  เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม  2553
                ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ลงมาร่วมมือกับจังหวักระบี่  โดยทางผู้ว่าฯ ประสิทธิ์ ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  โครงการวันนี้เป็นโครงการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ลงมาสนับสนุนสิ่งที่ชาวบ้านคิดและทางจังหวัดกำหนดให้เป็นวิสัยทัศน์ คือ ชุมชนไร้ของเสีย  โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้นำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานตรงนี้  โดยผ่านเครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี  และใช้ อสวท. เป็นผู้ประสาน งานระหว่างกระทรวงฯ และชุมชน  
               

   
   
   

               โครงการ อสวท. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงฯ และชุมชน  โดย อสวท. ซึ่งเป็นคนในชุมชน จะไปสำรวจความต้องการของชุมชน  แล้วนำมาคุยกับกระทรวงวิทยา ศาสตร์ฯ และกระทรวงฯ จะใช้คลินิกเทคโนโลยีในการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถ่ายทอดลงสู่ชุมชน  เนื่องจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไม่มีหน่วยงานในต่างจังหวัดเราก็จะต้องทำผ่านเครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันนี้เรามาเปิดฝึกอบรม อสวท. เพื่อให้ทราบว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีองค์ความรู้อะไรบ้าง  และ อสวท. จะนำไปต่อยอดในชุมชนได้อย่างไร  
                ด้าน ดร.วีระพงษ์  แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  จังหวัดกระบี่  และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในจังหวัดกระบี่  ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดโครงการอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน และคลินิกเทคโนโลยี จังหวัดกระบี่ ขึ้น  เพื่อพัฒนาบุคลากรในชุมชนให้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ไปสนับสนุนการพัฒนางานของชุมชน  เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป
                สำหรับแนวทางการดำเนินการในจังหวัดกระบี่  จะให้มีการรับสมัครเกษตรกร และผู้สนใจที่พร้อมอาสาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชุมชน  โดยตั้งเป้าหมายไว้อย่างน้อยหนี่งหมู่บ้านหนึ่งอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน  ซึ่งจะได้จำนวนทั้งสิ้น  389 คน  อาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชนทั้งหมดจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ  และการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยได้ตั้งวิสัยทัศน์ไว้เป็นแนวทางคือ เมืองกระบี่ไร้ของเสียด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะดำเนินการผ่านทางคลินิกเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์จังหวัดกระบี่  เมื่ออาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชนได้รับความรู้ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ก็จะนำไปพัฒนาชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป โดยจัดทำเป็นหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดกระบี่ ดำเนินการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้นแบบ  ที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งแล้วถึง 2  หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านต้นแบบอุตสาหกรรมข้าวชุมชนแบบไร้ของเสีย  ที่หมู่บ้านเกาะกลาง  ตำบลคลองประสงค์  อำเภอเมือง และหมู่บ้านต้นแบบอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันชุมชนแบบไร้ของเสีย หมู่ที่ 1  ตำบลห้วยยูง  อำเภอเหนือคลอง  ซึ่งจะได้ใช้เป็นหมู่บ้านแม่ข่ายในการขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ต่อไป
                และในวันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน  และคลินิกเทคโนโลยี  จังหวัดกระบี่  และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน  จำนวน 25 หน่วยงาน  นำเทคโนโลยี  และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นเทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอด  เพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริงในชุมชน  โดยคาดว่าจะมีอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน จังหวัดกระบี่ครบตามเป้าหมายที่วางไว้  และงานอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน จังหวัดกระบี่ครั้งนี้  จะจัดขึ้นระหว่างวันที่  15-17 ตุลาคม 2553 รวมทั้งสิ้น  3 วัน  คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500 คน
                ด้าน นายประสิทธิ์  โอสถานนท์  ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  กล่าวว่า  เนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวทุกคนจะต้องสัมผัสตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน  หากประชาชนได้นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้อย่างจริงจังก็จะเกิดประสิทธิผลได้อย่างดียิ่ง  และนับได้ว่าเป็นความโชคดียิ่งของจังหวัดกระบี่เช่นกันที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สนับสนุนอาสาสมัครวิทยาศาสตร์ชุมชนและคลินิกเทคโนโลยีผ่านทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดกระบี่  ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาสาสมัครวิทยาศาสตร์ชุมชนจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรมผ่านทางคลินิกเทคโนโลยี  และการพัฒนาผ่านชุมชนของท่านเองเป็นหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะกระจายไปทั่วทั้งจังหวัด  ในส่วนของจังหวัดกระบี่ก็ได้ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสร้างห้องปฏิบัติการและสวนปาล์มน้ำมันต้นแบบโดยใช้งบประมาณจังหวัด  เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเกษตรของจังหวัดกระบี่อีกทางหนึ่ง  จังหวัดกระบี่เป็นเมืองน่าอยู่  ผู้คนน่ารัก เป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นเมืองเกษตรอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เป็นเมืองปาล์มน้ำมัน  จากนี้ต่อไปเมื่อกระบี่มีอาสาวิทยาศาสตร์ชุมชน  เมืองกระบี่น่าจะมีการพัฒนาได้เต็มศัยกภาพภายใต้อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์

 

 

 

ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2333-3700 ต่อ 3728
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail : 
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

ภาพข่าว : นางสาวสุนิสา ภาคเพียร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์

 

พิธีเปิดนิทรรศการ "บทเรียนในความมืด Dialogue in the Dark"

พิมพ์ PDF

 

 

       วันที่ 15 ตุลาคม 2553  นางสาวเสาวณี  มุสิแดง  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ "บทเรียนในความมืด Dialogue in the Dark"  ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์  อพวช.  ชั้น อาคารจามจุรีสแควร์

 

 

 

 

นางสาวเสาวณี  มุสิแดง  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า  ได้ติดตามการดำเนินงานของ อพวช. มาโดยตลอด  ต้องขอแสดงความชื่นชม ที่ อพวช.  ได้ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจและความตระหนักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนและประชาชนคนไทยอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และหวังว่าจะดำเนินภารกิจนี้ต่อไปด้วยการสร้างสรรค์วิธีสื่อสารทางวิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่ๆ ให้คนไทยได้เรียนรู้และคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้ครอบคลุมทั่วถึงยิ่งขึ้น

 

                กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การสร้างกำลังคน  ให้มีความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยเน้นเรื่องการสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่ประชาชน  ให้ประชาชนคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  ซึ่งจะทำให้มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้และกระบวนการได้มาซึ่งความรู้ที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ  เพิ่มรายได้  และคุณภาพชีวิตของตนได้อย่างยั่งยืน  ส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
 

                นางสาวเสาวณี  มุสิแดง  กล่าวต่อว่า  การที่ อพวช. ได้พัฒนาและจัดแสดงนิทรรศการ "บทเรียนในความมืด Dialogue in the Dark" นี้   จึงเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมเยาวชนและประชาชนให้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่   โดยการขยายขอบข่ายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นอกเหนือจากการสังเกตด้วยตา  เป็นการพัฒนาใช้ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ประกอบกัน  เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง  ซึ่งจะส่งผลต่อการรับรู้  การตัดสินใจที่ถูกต้อง รอบคอบ รอบด้านยิ่งขึ้น และเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนะ พัฒนาการความคิดและพฤติกรรมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์ดังที่กล่าวมาแล้ว  และขอขอบคุณ Dr.Andreas Heinecke  Founder and CEO Dialogue Social Enterprise  ผู้พัฒนานิทรรศการนี้ ซึ่งประสบความสำเร็จในหลายๆ ประเทศ  ที่ได้อนุญาตให้ อพวช. นำมาจัดแสดงในประเทศไทย  คุณมณเฑียร  บุญตัน  นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและวุฒิสมาชิกที่ให้การสนับสนุนต่อการดำเนินงานนิทรรศการนี้

                ดร.พิชัย  สนแจ้ง  ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ  เปิดเผยว่า  การจัดนิทรรศการ"บทเรียนในความมืด Dialogue in the Dark" นี้   จะเป็นบทเรียนให้ได้ทราบว่าเรามีประสาทสัมผัสอะไรบ้าง ที่สามารถจะพัฒนาหรือใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ด้วยการสังเกตผ่านประสาทสัมผัสการรับรู้ของร่างกายส่วนอื่นนอกเหนือจากดวงตา ทำให้เข้าใจผู้พิการทางสายตามากขึ้นที่สามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป   เป็นการเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์  การเรียนรู้ระหว่างผู้พิการทางสายตาและผู้มีสายตาปกติที่จะยอมรับและอยู่ร่วมกันในสังคม โดยนิทรรศการนี้ได้พัฒนาโดย Dr.Andreas Heinecke  ชาวเยอรมัน  ซึ่งได้นำนิทรรศการนี้ไปจัดแสดงมาแล้ว กว่า 130 เมือง  ใน 22 ประเทศทั่วโลก

                ดร.พิชัย  สนแจ้ง  กล่าวต่อว่า  นิทรรศการ “บทเรียนในความมืด Dialogue in the Dark” จะนำมาจัดแสดง ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์  อพวช.  เป็นระยะเวลา 1 ปี  จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมชมนิทรรศการนี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้กับตนเอง การเข้าชมจะจำกัดจำนวนผู้เข้าชมเป็นรอบๆ  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 -18.00 น. สำรองรอบการเข้าชมและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2577 9999 ต่อ 1829-1830

 

 

เขียนข่าวโดย : นางสาวอุษา  ขุนเปีย                 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์   โทร. 0 2333 3700  ต่อ 3732

ถ่ายภาพโดย  : นางสาวศิริลักษณ์  สิกขะบูรณะ     กลุ่มงานประชาสัมพันธ์   โทร. 0 2333 3700  ต่อ 3732

 

 

 

 

 

รมว.วท.พร้อมด้วยผู้บริหาร ลงพื้นที่ จ.กระบี่

พิมพ์ PDF
 


        ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ เยี่ยมชมการผลิตข้าวแบบไร้ของเสียหมู่บ้านเกาะกลาง ม.1  ต.คลองประสงค์  อ.เมืองกระบี่  จ.กระบี่  ซึ่งเป็นหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยมี  นายไพศาล  ชัยชนะสงคราม  ปลัด อบต. คลองประสงค์  นายสมศักดิ์ ศรีหมาด รองนายกอบต. คลองประสงค์  นายประวัติ  คลองรั้ว  ประธานกลุ่มชาวนา ต.คลองประสงค์  และประชาชนชาวเกาะกลาง ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553
 


         ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า  วันนี้ตั้งใจมาเยี่ยมพวกท่าน  พบปะพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของพวกท่านเกี่ยวกับโครงการสำคัญของกระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ  คือ โครงการชุมชนไร้ของเสีย  ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว  ผ่านทางพี่เลี้ยง คือ คลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และได้ทราบว่าที่นี่ประสบความสำเร็จอย่างมาในการผลิตข้าวอินทรีย์  จนถึงอุตสาหกรรมข้าวไร้ของเสีย  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ตั้งใจจะต่อยอดโครงการนี้ไปยังพี่น้องในจังหวัดกระบี่ให้ได้รับทราบและนำไป ต่อยอดต่อไป   แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไม่มีหน่วยงานในต่างจังหวัด  จำเป็นต้องทำงานกับจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีลงมาสู่พวกท่าน  
          การดำเนินการที่บ้านเกาะกลางนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาเครื่องมือเครื่องจักรมาให้กับชาวบ้าน  ซึ่งปัจจุบันถือว่าที่นี่มีเครื่งอมือที่ครบวงจรที่สุด  ยกตัวอย่างของเสีย เช่น แกลบ สามารถนำมาทำพลังงานเป็นถ่าน  รำข้าวสามารถนำไปหีบเป็นน้ำมันรำข้าว  ของเหลือของเสียทุกเรื่องไม่มี ทุกอย่างนำมาปรับปรุงเป็นของดีและขายได้ราคา  พี่น้องเกษตรกรที่ทำนาอยู่ที่นี่สามารถเพิ่มราคาสินค้าได้  และที่สำคัญที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เน้นคือ สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย  จึงเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการข้าวไร้ของเสีย”  แต่ทั้งนี้ โครงการนี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากความกระตือรือร้นของชาวบ้านเกาะกลางแห่งนี้  ได้เข้ามาประสานงานกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยผ่านคลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

 

 

 

 


ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2333-3700 ต่อ 3728
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 ภาพข่าวโดย : นางสาวสุนิสา ภาคเพียร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์

 

สวทน. ขับเคลื่อนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย

พิมพ์ PDF

เปิดตัว “สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง”   (THAIST)

             ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานเปิดตัวสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง  (THAIST)  หวังช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจและประเทศให้ยั่งยืนและเป็นศูนย์กลางประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ พร้อมเดินหน้าโครงการฯ ด้วยการจัดลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 3 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่  อุตสาหกรรมระบบราง  อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางล้อและการออกแบบเพื่อนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม  เพื่อช่วยพัฒนาและยกระดับทั้ง 3 อุตสาหกรรมของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ จัดโดย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)  ณ ห้องแกรนด์บอลรูม  โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่  13  ตุลาคม 2553

             ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  วันนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง  (THAIST) สถาบันฯ แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ไม่ว่าจะเป็นจากในประเทศและต่างประเทศ  และนำมาถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการของไทย  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสินค้าหรือบริการ  และในวันนี้ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างสภาอุตสหากรรมและทางสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยหลายแห่ง  ในข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึง 2 อุตสาหกรรม  ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย  เริ่มต้นโดยมีการออกแบบ  และ 2. อุตสาหกรรมยาง  โดยในเรื่องการออกแบบจะเน้นการออกแบบสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ  ให้สามารถขายสินค้าหรือบริการในมูลค่าที่สูงขึ้นได้    สำหรับเรื่องอุตสาหกรรมยาง  เราจะเริ่มต้นจากยางล้อ  ซึ่งอุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ  แต่เรามีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมูลค่าของสินค้า  สิ่งที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มมูลค่าการผลิตคือการเรื่องของยางล้อ  แต่สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง  (THAIST) ก็ไม่ได้หยุดการทำงานเพียงเท่านี้  เรามีนโยบายที่จะขยายการทำงานของเราออกไปในอุตสาหกรรมที่จะมีประโยชน์ต่อประเทศยิ่ง เช่น เรื่องข้าว  ผลิตภัณฑ์ข้าว  เรื่องพลังงานทดแทนและปิโตรเคมี เป็นต้น  การทำงานของสถาบันฯ นี้  หัวใจหลักอยู่ที่เราจะสร้างและประสานงานกับเครือข่ายของเรา  ซึ่งหมายถึงสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ    โดยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยจะเริ่มจากองค์ความรู้  ซึ่งองค์ความรู้มาจากคน  สถาบันแห่งนี้จะมาพัฒนาด้านกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย  แต่ว่าจะไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดในเรื่องกำลังคน แต่จะตอบในเรื่องที่สำคัญยิ่งในสิ่งที่ขาดหายไปในการเชื่อมโยงของคน จากสถาบันการศึกษาไปสู่ผู้ประกอบการได้

             ด้าน ดร.พิเชษ  ดุรงคเวโรจน์  เลขาธิการ สวทน.  กว่าวว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2551  กำหนดให้มี “สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง”  (THAIST)  ขึ้นภายในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย อันก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน  โดยสถาบันฯ มีหน้าที่ ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยให้มีคุณภาพ  และเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ  ส่งเสริมความร่วมมือระหว่งสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศ กับสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างประเทศ  ในการวิจัยและพัฒนาหรือการจัดการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก  โดยให้สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษานั้นเข้าร่วมเป็นสถาบันเครือข่ายของสถาบัน  และสร้างกลุ่มสถาบันเครือข่ายในการดำเนินโครงการหรือหลักสูตรร่วมกัน  โดยเน้นโครงการหรือหลักสูตรซึ่งมีการวิจัยและพัฒนาที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในภาคการผลิตและบริการ  รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางเพื่อนำสถาบันเครือข่ายหรือกลุ่มสถาบันเครือข่ายไปสู่การยอมรับในระดับสากล  เพื่อดำเนินการให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างสถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ  ตลอดจนเผยแพร่งานวิจัยและพัฒนาและส่งเสริมให้มีการนำผลการศึกษานั้นไปใช้ประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรมและในอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม  
             ทั้งนี้ สถาบันมีโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย  ได้แก่ 1. การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางล้อ  เนื่องจากไทยมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยางล้อมากที่สุด  คือ ร้อยละ 43  ทั้งนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรระดับสูงและเครือข่ายเชื่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี และนวัตกรรม  โดยมีการตั้งเป็นเครือข่าย Tire Academy of Thailand (TiAT)  เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตในอุตสาหกรรมยางล้อในปัจจุบันถึง 5 ปีข้างหน้า  โดยเครือข่ายเชี่ยวชาญที่เสนอจะตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการจัดการความรู้  ด้านการพัฒนาความรู้  บุคลากร 2. การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง  เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าการพัฒนาระบบขนส่งทางรางในระยะ 20 ปีข้างหน้าของประเทศไทยเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่  และมีมูลค่าสูงมากกว่า 1 ล้านล้านบาท  ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และเกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก  สวทน. จึงมีการพัฒนาบุคลากรให้เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพให้สามารถรองรับการเดินรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ในปัจจุบันและการเปิดสายใหม่ในอีก 6 ปีข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และ 3. การพัฒนาการออกแบบเพื่อนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม  เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยประสบปัญหาหลักในการพึ่งพาตัวเองในส่วนการออกแบบสินค้าหรือเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการขาดองค์ความรู้และบุคลากร สวทน. จึงได้ดำเนินการสำรวจความต้องการและความพร้อมในการใช้ความรู้จากงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูงในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์  การนำไปประยุกต์ใช้งาน และการสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ของภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้น อุตสาหกรรมที่มีตราสินค้าของตนเอง  อุตสาหกรรมที่มีการออกแบบของตนเอง  และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องรับจ้างผลิต  โดยมีเป้าหมายในการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายความรู้ด้านการออกแบบเพื่อการผลิตเชิงนวัตกรรม  ซึ่งกำหนดเป็นแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการในระยะเวลา  5  ปี  ทั้งนี้แผนดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เรียกว่า “นักนวัตอุตสาหกรรม”  และจะทำให้การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมการออกแบบและการผลิตของไทยอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีสากลได้ 
             โดยอุตสาหกรรมทั้ง 3 ระบบที่กล่าวข้างต้น  ทาง สวทน. จะได้จัดให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจและความร่วมมือขึ้นอย่างเป็นทางการ  เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถใน 3 อุตสาหกรรมให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ  เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง
   


ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2333-3700 ต่อ 3728
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  
ภาพโดย : ชัชวาลย์ โบสุวรรณ

 

 
หน้า 132 จาก 296
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป