กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



ปส. จับมือ สพฐ. พัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านนิวเคลียร์

พิมพ์ PDF

              ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานเปิดการเสวนา เรื่อง “อยู่ปลอดภัยกับพลังงานนิวเคลียร์และรังสี”  ครั้งที่ 2 ประจำปี 2553 ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้แก่เยาวชน  นักเรียน  ครู  อาจารย์  นักวิชาการ  ประชาชนทั่วไปในเขตจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง โดยมี นายการัณย์  ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  ร่วมในพิธี  ณ โรงแรมชุมพร การ์เดนส์ จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2553
              ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า หน่วยงานต่างๆ ของจังหวัดชุมพร มีการทำงานประสานกันอย่างเหนียวแน่น  ดิฉันเชื่อว่าถ้าพวกเราร่วมมือกันอย่างนี้ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาร่วมมือกับจังหวัดชุมพร  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการหรือเอกชน  ก็เชื่อว่าเราจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี  เรากำลังจะใช้จังหวัดชุมพร นำร่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางด้านไบโอเทคโนโลยี  เพราะความอุดมสมบูรณ์ความได้เปรียบของชุมพรมีมาก  และสิ่งที่ได้เปรียบด้านผลิตผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยาง  ปาล์ม  กาแฟ หรือผลไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าให้กับพืชผลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  
              วันนี้ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบปะกับครู-อาจารย์  นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป  หวังว่าการสัมมนาครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับส่วนตน และส่วนรวมเมื่อเราได้เรียนรู้แล้วว่า  เราจะต้องอยู่กับนิวเคลียร์-รังสี  ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตา  เมื่อพูดถึงนิวเคลียร์ทุกคนก็กลัว  แต่จริงๆ แล้วแม้กระทั่งแสงอาทิตย์เราก็มีคอสมิกเรย์  มีรังสีต่างๆ ที่เราอยู่กับรังสีเหล่านี้มาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ว่าเราได้รับในปริมาณที่น้อย และธรรมชาติช่วยให้เราอยู่กับรังสีต่างๆ ตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี  แต่สิ่งที่เราพูดถึงกันในวันนี้เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากธรรมชาติที่ให้เราต้องอยู่กับพลังงาน รังสีต่างๆ ต่อไปนี้มีการพูดกันมากขึ้นว่าโลกเราร้อนขึ้น  ภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ซึ่งประชาชนทั่วไปคงทราบว่ามันกระทบกับความเป็นอยู่ของเรา  หลายคนพูดว่าพลังงานอย่างอื่นที่จะทำให้โลกเราอยู่รอดได้  เมื่อน้ำมัน  แก๊ส ค่อยๆ หมดไป  แต่ประเทศไทยโชคดี  เราอยู่ได้อย่างแน่นอน เพราะว่าเรามีผลผลิตทางการเกษตรที่จะสามารถทำเป็นพลังงานทดแทนจากพืชได้ในหลายๆ อย่าง  เรามีแสงอาทิตย์ที่ไม่รู้จักจบ  เรามีลมอีกมากมาย  เพราะฉะนั้น  สิ่งต่างๆ เหล่านี้เอื้อให้ประเทศไทยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยทำให้มนุษย์ คนไทยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างมีความสุขต่อไป  แต่เราจะทำได้ทดแทนจากสิ่งที่ทำใช้อยู่ในทุกวันนี้มากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณาในอนาคต  ซึ่งหลายคนและหลายสำนักคิดว่าเราควรจะคิดค้นพลังงานสะอาดที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม  ค่าราคาถูกไม่กระทบกับพวกเราด้วย  นั้นก็คือ พลังงานนิวเคลียร์  แต่เราพูดกันวันนี้ ถ้าจำเป็นจริงๆ จะเกิดขึ้นก็สัก 10-15 ปีข้างหน้า  ระหว่าง 10-15 ปีข้างหน้านี้เราก็จะต้องทำความเข้าใจกับสิ่งนี้  และอาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้  ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็อยากจะยืนว่าเรื่องเทคโนโลยี เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้  ทั่วโลกใช้ประเทศต่างๆ เพื่อนบ้านเราก็ใช้กัน  แต่ประเทศไทยโชคดีที่เรายังไม่จำเป็นต้องใช้  ระหว่างที่เรายังไม่จำเป็นต้องใช้เราก็ต้องมีเรียนรู้ทำความเข้าใจกับเขา  
              สิ่งที่จะพูดวันนี้มี 2 เรื่องด้วยกัน  พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่ง 10-15 ปีข้างหน้า  ถ้าจำเป็น  เราต้องทำความเข้าใจว่าพลังงานนิวเคลียร์ดีหรือไม่ดีอย่างไร  ถ้าจำเป็นจะต้องทำอะไรบ้าง  ทั้งนักวิชาการ ทั้งประชาชน จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนั้น  เพราะฉะนั้นเราต้องเก็บเรื่องนั้นไว้ก่อน  แต่ว่าเราอย่าไปกลัว  เราทำความเข้าใจแล้วอยู่กับเขาได้อย่างปลอดภัยอย่างไร  เรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดที่วันนี้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาจัดกิจกรรม  มาทำแบบจำลอง  มาทดลองปฏิบัติการ  ถ้ามีสารเกี่ยวกับกัมมันตรังสีเกี่ยวกับทางการแพทย์  อุตสาหกรรม  หรือเกษตรกรรม  ที่ต้องใช้  เราทุกคนอาจจะไม่ทราบว่าทางการแพทย์มีสารบางอย่างเกี่ยวกับกัมมันตรังสี  แม้กระทั่ง X-Ray ก็เป็นรังสีชนิดหนึ่ง  ถ้าเราฉายรังสี   X-Ray มากๆ เกินความต้องการของร่างกายก็จะเกิดอันตราย  แพทย์จะใช้รักษาโรคต่างๆ ด้วยสารบางชนิด  ที่มีกัมมันตรังสี ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น  เราก็ต้องมาทำความเข้าใจว่าในสังคมเรามีทั้งแพทย์  อุตสาหกรรม และการเกษตรก็ใช้  เราจะใช้สิ่งเหล่านี้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร  ถ้ามันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น  เราจะปฏิบัติตัวอย่างไร ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุรังสีที่ใช้อยู่ในประเทศไทยรั่วไหล  ซึ่งการใช้สารที่มีกัมมันตรังสีทุกอย่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีหน้าที่ควบคุมการนำเข้า ส่งออก  และการใช้อย่างได้มาตรฐานตลอดเวลา    
              ด้าน ศ.ดร.ชัยวัฒน์  ต่อสกุลแก้ว  เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  กล่าวว่า  โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549  จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 5 กิจกรรมหลักของโครงการ  ประกอบด้วยการเสวนา หัวข้อ “อยู่ปลอดภัยกับพลังงานนิวเคลียร์และรังสี”  การจัดค่ายเยาวชนนิวเคลียร์สัมพันธ์  ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในทางสันติเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังภัยจากนิวเคลียร์และรังสี  และเป็นตัวแทนของ ปส. ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์และรังสีให้ประชาชนมีความเข้าใจและอยู่ร่วมกันกับนิวเคลียร์และรังสีได้หากรู้จักวิธีใช้อย่างปลอดภัย
              ในปีงบประมาณ 2553 ปส. จะมีการจัดการเสวนาขึ้นใน 6 จังหวัด คือ กาญจนบุรี  สตูล  ลพบุรี  เชียงใหม่  อุบลราชธานี  ชุมพร  ทั้งนี้ ปส. จะร่วมกับสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว  สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 นี้ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานจังหวัดชุมพร จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นในวันที่ 6 มกราคม 2553  โดย นายการัณย์  ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้เกียรติร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย
  วัตถุประสงค์เพื่อให้ครู  นักเรียน  นักวิชาการ  และประชาชนในจังหวัดได้ทราบถึงภารกิจและพันธกิจของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานของพลังงานนิวเคลียร์  รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรการ และขั้นตอนการดำเนินการควบคุม  รวมถึงการรักษาความปลอดภัยทางด้านรังสี  อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับคนในพื้นที่ด้วยกันได้   นอกจากนี้ยังมีการแสดงการซ้อมภาวะฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นทางรังสีและนิวเคลียร์  มีการเผชิญเหตุแล้วจะทำอย่างไรด้วย 
              ด้าน นายการัณย์  ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  กล่าวว่า  จังหวัดชุมพร  มีเนื้อที่ประมาณ 3 ล้านไร่  แบ่งเขตการปกครองเป็น  8  อำเภอ  70 ตำบล  736 หมู่บ้าน  มีประชาชน 48,000 คน รายได้เฉลี่ยต่อหัว 110,000 บาทต่อคนต่อปี  ผลิตภัณฑ์มวลรวมจีพีพีเท่ากับ 59,000 ล้านบาท โครงสร้างการผลิตของจังหวัดชุมพรขึ้นอยู่กับสาขาเกษตรกรรม  ดังนั้น เศรษฐกิจหลักของจังหวัดชุมพรจึงขึ้นอยู่กับภาคการเกษตร  ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน  ยางพารา กาแฟ และไม้ผล  แต่ราคาผลผลิตส่วนใหญ่ยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศ  ทำให้แต่ละปีเกษตรกรมีปัญหาผลผลิตซึ่งไม่มีเสถียรภาพ  ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีฯ ที่ได้กรุณาบรรยายพิเศษ  ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรม  เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  และยังสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี  และนวัตกรรม  มาสู่ภาคการผลิตและการบริการทางด้านสังคม  โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มงาน สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยสามารถนำมาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น  ทำให้เรามองเห็นแนวทางที่จะทำงานของจังหวัดชุมพร ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ต่อไป  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงฯ กับหน่วยงานราชการ  สถาบันการศึกษา ทั้ง 32 แห่ง  ที่มีพื้นฐานทางด้านไบโอเทคโนโลยี  ร่วมกับภาคเอกชนของจังหวัดชุมพร  ทั้งภาคการเกษตร ประมง  พาณิชยกรรม  และภูมิปัญญาท้องถิ่นของพี่น้องประชาชน  เพื่อนำไปสู่การสร้างงาน  สร้างเงิน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในเรื่องของการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร  การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้  แม้กระทั่งการผลิตถุงพลาสติกทางมาจากผลิตผลการเกษตรโดยหลีกเลียงการใช้น้ำมันหรือแก๊ส ซึ่งจังหวัดชุมพรและหอการค้าจังหวัดชุมพรได้เสนอขออาสาเป็นจังหวัดนำร่องในการทำงานร่วมกับ กรอ.วท. และได้รับทราบจากท่านว่าได้เลือกจังหวัดชุมพรเป็นพื้นที่นำร่องเรื่องไบโอเบส  เพราะเรามีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางด้านพืชเกษตรหลายตัว  นอกจากนั้นท่านยังเห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนสนใจและรักการเรียนด้านวิทยาศาสตร์  เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเป็นคิดชอบ  และรู้จักการแก้ปัญหาโดยใช้เหตุใช้ผลควบคู่กับการมีคุณธรรม  รู้ผิดรู้ถูก
 

 

 

 


ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 118 , 120
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ถ่ายภาพโดย : น.ส.สุนิสา  ภาคเพียร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 199

 

 

 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ”

พิมพ์ PDF

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯโดย สวทช.ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดตั้งเมืองวิทยาศาสตร์อมตะกับ บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย วางเป้า ดันไทยเป็นศูนย์กลางฐานการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอาเซียน

 

 

 

 

 

ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การจัดตั้งเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ ระหว่าง สถาบันอุดมศึกษา กับบริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด   โดยมี  H.E.Mr.Nguyen Duy Hung  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย , H.E.Mr.Roy Y.Y.Wu  ผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ไต้หวัน , นายวิฑูรย์  สิมะโชคดี  ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   ดร.สุจินดา  โชติพานิช  ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ,  ดร.สุเมธ  แย้มนุ่น   เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ,  Mr.Munenori Yamada   ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น JETRO  , คณะผู้บริหาร บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น  จำกัด (มหาชน)   และแขกผู้มีเกียรติ ณ  ห้องกมลทิพย์  โรงแรมสยามซิตี้  กรุงเทพฯ   เมื่อวันที่ 7  มกราคม 2552

 

 

 

 

ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   กล่าวว่า  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาครัฐและเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด  จึงได้วางแผนจัดตั้งเมืองวิทยาศาสตร์ขึ้นมาในภาคตะวันออก  ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร มีศักยภาพครบทุกด้าน  อาทิ เรื่องสาธารณูปโภค  ผู้ประกอบการรายใหญ่  และความทันสมัยในการดำเนินการ  ตลอดจนการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างใหญ่ของผู้บริหารที่พร้อมให้ความร่วมมือและส่งเสริมกิจการของภาครัฐอย่างเต็มที่  เพื่อให้ประเทศชาติได้พัฒนาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน  โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ด้าน นางสมหะทัย  พานิชชีวะ  ประธานเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น  จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า กลุ่มอมตะ  ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดตั้งเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ  กับมหาวิทยาลัย 8 แห่งได้แก่  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  มาหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี   สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง   มหาวิทยาลัยบูรพา  และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์  เพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ  และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศจากฐานการผลิตไปสู่ฐานการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์  ก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางของกลุ่มอาเซียนและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาครัฐและภาคเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด  


           นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาให้มีงานด้านการวิจัย  สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง  เพื่อความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม  อมตะฯ จึงริเริ่มที่จะพัฒนาโครงการเมืองวิทยาศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรกซึ่งเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐกับภาคเอกชน คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโนยีแห่งชาติ (สวทช.)  เพื่อเป็นมันสมองของประเทศ  กระตุ้นให้เกิดการค้นคว้า  วิจัย  นำไปสู่การผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆที่สมบูรณ์ต่อไป

 

ด้าน ศ.ดร.ชัชนาถ  เทพธรานนท์   รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวเพิ่มเติมว่า  เมื่อทาง บริษัท  อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เสนอแนวความคิดที่จะจัดตั้งเมืองวิทยาศาสตร์ในภาคตะวันออกขึ้นเป็นแห่งแรกอย่างจริงจัง  ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  จึงได้มอบหมายให้ สวทช.  จัดตั้งคณะกรรมการร่วม  เพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ  สำหรับรองรับงานด้านการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาในภาคตะวันออก  ซึ่งอมตะฯ  มีรากฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้วในภูมิภาคนี้

 

อนึ่ง  เมื่อวันที่ 16  กันยายน 2552  อมตะ ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย  เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

ผู้เขียนข่าว : นางสาวอุษา  ขุนเปีย  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์   โทร. 0 2354 4466  ต่อ 120

ถ่ายภาพโดย : นางสาวสุนิสา  ภาคเพียร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์   โทร. 0 2354 4466  ต่อ 199

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กระทรวงวิทย์ฯ จัดประกวดนิทรรศการอิเล็กทรอนิกส์ปี 52 หวังสร้างสื่อเรียนรู้วิทย์ฯ รูปแบบใหม่

พิมพ์ PDF


    กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จัด “การประกวดนิทรรศการเสมือน อพวช. ประจำปี 2552 (NSM Virtual Exhibition Award 2009)” เพื่อส่งเสริมการนำเสนอความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แปลกใหม่ในรูปแบบนิทรรศการอิเล็กทรอนิกส์ และพัฒนาทักษะการผลิตสื่อดิจิตอลให้เยาวชนในระดับอุดมศึกษา
 

 
 

     7 มกราคม 2553 : ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในการเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลนิทรรศการเสมือน อพวช. ประจำปี 2552 ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า การสร้างความรู้ความเข้าใจ และเผยแพร่ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนและเยาวชนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ และมีอีกหลายเรื่องเป็นคำถามที่ประชาชนสนใจอยากทราบ

    ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สามารถนำเสนอเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่บางครั้งดูเหมือนยากและซับซ้อน ให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย ดูน่าสนใจ ชวนติดตาม ทำให้เรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน ถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ในด้านการสื่อเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ไปสู่สังคม นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้ในทุกเวลา จากสถานที่ใดก็ได้ สื่อดิจิตอลที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์จึงถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้แก่คนจำนวนมาก ดังที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้พยายามทำให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบ “การประกวดนิทรรศการเสมือน อพวช.” ซึ่งจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งในศาสตร์ของทักษะการผลิตสื่อการเรียนรู้ดิจิตอล และศิลปะของการสื่อสารเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์แก่สังคม ในขณะเดียวกัน ยังถือเป็นการฝึกฝนให้นักศึกษาสามารถนำความรู้จากการเรียนมาใช้ เพื่อฝึกปฏิบัติงานก่อนออกสู่ตลาดแรงงานในชีวิตจริง ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้
 

 
 

    ด้าน ดร.พิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า อพวช. ได้ดำเนินการจัดการประกวดนิทรรศการเสมือน ประจำปี 2552 (NSM Virtual Exhibition Award 2009) ระดับอุดมศึกษา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยเราตั้งใจส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะและความสนใจของเยาวชน ในการนำเสนอความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แปลกใหม่ในรูปแบบนิทรรศการอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตสื่อการเรียนรู้ดิจิตอล โดยเฉพาะในหัวข้อที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับภารกิจหลักของ อพวช. ในการสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดแก่สังคม โดยในปีนี้มีเยาวชน  นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีสเทอร์นเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 23 ผลงาน ทั้งนี้ ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบตัดสินจำนวน 19 ทีม โดยทุกทีมได้รับทุนสนับสนุนในเบื้องต้นทีมละ 5,000 บาท เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงนิทรรศการ ซึ่งในรอบสุดท้ายนี้ คณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักวิชาการ นักสื่อสาร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะพิจารณาจากแนวความคิดในการนำเสนอ ทักษะในการจัดทำมัลติมีเดียแบบ interactive ความถูกต้องตามหลักวิชาการ ประกอบกับการออกแบบที่สวยงามสอดคล้องกับเนื้อหา เพื่อคัดเลือก 5 ผลงานที่ดีที่สุดเข้ารับรางวัล  ได้แก่
 


1.  รางวัลชนะเลิศ   นายวีระวัฒน์  วังสองชั้น  จาก มหาวิทยาลัยอีสเทอร์นเอเชีย  เรื่อง  “กระรอกเหินเวหา”
 


2.  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม  Gear  Man  นายสรวิศ  ปรักกมลกุล และ นายณัฐดนัย ฐิตวัฒนพงศ์  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เรื่อง “อาหารกระป๋อง”
 

 
3.  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ  2  นางสาวอ้อมใจ  เทียมเมฆา  จาก มหาวิทยาลัยอีสเทอร์นเอเชีย  เรื่อง “กบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย”
 


4.  รางวัลชมเชย  นางสาวสุพรรณษา  โชติรัตน์  จาก มหาวิทยาลัยอีสเทอร์นเอเชีย   เรื่อง “400 ปี กาลิเลโอ”
 


5.  รางวัลชมเชย  ทีม PERSPECTIVE  นายจิรวุฒิ  ชมจันทร์  จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  เรื่อง  “ผลไม้”
 


6.  รางวัลชมเชย  นายอุเทน  ประสาทชัย  จาก มหาวิทยาลัยอีสเทอร์นเอเชีย   เรื่อง “ผลไม้”
    
ผู้เขียนข่าว  :  กมลวรรณ  เอมสมบูรณ์   
ภาพโดย   :    สุนิสา   ภาคเพียร
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 

 

 

ความก้าวหน้าเทคโนโลยีชีวภาพด้านสเต็มเซลล์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

พิมพ์ PDF


 

          สเต็มเซลล์ (Stem Cells)  หรือเซลล์ต้นตอมีคุฯสมบัติสองประการสำคัญที่ได้สร้างความหวังให้กับทั้งวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ซึ่งได้แก่ความสามารถในการสร้างทดแทนตัวเองขึ้นมาใหม่ และการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดอื่น ๆ ได้มากมายหลายชนิด คุณสมบัติเหล่านี้ จึงจุดประกายให้มีการศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องถึงความเป็นได้และประสิทธิภาพในการนำเซลล์ต้นตอไปใช้ในการรักษาโรคในอดีตที่ไม่สามารถรักษาได้ เช่น โรคอัลไซต์เมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคเบาหวานในเด็ก

          ปัจจุบันสหรัฐอเมริกางานวิจัยเซลล์ต้นตอได้มีการพัฒนาก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมากกว่าในอดีตเนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่ได้ให้การสนับสนุนรวมทั้งให้เงินทุนแก่งานวิจัยเซลล์ต้นตอ

โดย
นางสาว ทิพย์อาภา ภูวนัตตรัย
ที่ปรึกษาโครงการ
เสนอต่อ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำกรุงวอชิงตัน ดี ซี)
28 พฤศจิกายน 2552

 

 

 

การคัดเลือกพันธุ์แตงกวาต้านทานโรค

พิมพ์ PDF

การคัดเลือกพันธุ์แตงกวาต้านทานโรค

ชาววิทย์ชิดชาวบ้าน ตอน การคัดเลือกพันธุ์แตงกวาต้านทานโรค ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ( BIOTEC ) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ในงานวิจัยได้รวบรวมพันธุ์แตงกวา 615 สายพันธุ์ ใน 53ประเทศ

ธรรมชาติของแตงกวาถ้าโดนแสงเยอะหรือมีช่วงแสงโดยเฉพาะในฤดูร้อนมากกว่า 12 ชั่วโมงมักจะออกเป็นดอกเพศผู้ นี่เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย โดยปรกติแตงกวาจะมีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในต้นเดียวกัน ในขณะนี้สามารถปรับปรุงพันธุ์ให้มีแต่ดอกเพศเมียได้แล้ว ( ดอกเพศเมียจะพัฒนาไปเป็นผล ) และได้นำพันธุ์เหล่านี้มาให้เกษตรกรปลูกกันแล้ว และสามารถปลูกได้ในทุกฤดู

อ่านเพิ่มเติม...
 
หน้า 268 จาก 348
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป