กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



กลุ่มคลัสเตอร์ประชาสัมพันธ์ เดินหน้าขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ วท. ด้วยนโยบายด้าน วทน.

พิมพ์ PDF

     วันนี้ 11 พฤศจิกายน 2557 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สป.วท. คณะทำงานกลุ่มคลัสเตอร์ประชาสัมพันธ์ ร่วมประชุมหารือการเดินหน้างานประชาสัมพันธ์ วท. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้าน วทน. ด้วยการเผยแพร่ประเด็นข่าวสารด้าน วทน. ที่ประชาชนมีบทบาทในการร่วมแสดงความคิดเห็น และการเผยแพร่ประเด็นชวนคิดในเชิงพัฒนาและปฏิรูปงานด้าน วทน. ผ่านช่องท่าง Social Media โดยมี นายสมชาย เทียมบุญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน 

    การประชุมดังกล่าว ได้ติดตามและมอบหมายงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้าน วทน. ด้วยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และประเด็นข่าวสารภารกิจต่างๆ อาทิเช่น การดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ แนวทางการเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้ผ่านสื่อต่างๆ รูปแบบการจัดนิทรรศการ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนรูปแบบของการสื่อสารทั้งภายในองค์กร และการสื่อสารสู่สังคมภายนอกในทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสาร และมีบทบาทในการร่วมแสดงความคิดเห็นต่างๆ ผ่านช่องทาง Social Media มากยิ่งขึ้น และสามารถส่งผลให้การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ต่อไป


ข่าวโดย : นางสาวนีรนุช  ตามศักดิ์ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  สป.วท.

ภาพข่าวโดย : นายรัฐพล หงสไกร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  สป.วท.
 
 

ก.วิทย์ฯ สร้างยโสธรนำร่อง “โครงการพัฒนานักประกอบการวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์” ยกระดับข้าวไทยสู่สากล

พิมพ์ PDF

     
     10 พฤศจิกายน 2557 : รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดโครงการ “พัฒนานักประกอบการวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์” ซึ่งจัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงส่งเสริมเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานในลักษณะภาคีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน โดยมี นายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ รองผู้ว่าราชการ จ.ยโสธร ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และนักประกอบการวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ ให้การต้อนรับ พร้อมนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการฯ ณ โรงแรมเดอะกรีนปาร์ค แกรนด์ อ.เมือง จ.ยโสธร
 
 
 
     รศ.ดร. วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีหน้าที่หลักในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นฐานการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ กระทรวงวิทย์ฯ จึงดำเนินการด้านเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย การค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลงทุนสร้างธุรกิจนวัตกรรมและการตลาด” โครงการ “พัฒนานักประกอบการวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์” เป็นโครงการสำคัญที่กระทรวงวิทย์ฯ โดย สวทช. ร่วมกับ สวทน. ดำเนินโครงการฯ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงส่งเสริมเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานในลักษณะภาคีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อเป้าหมายในการสร้างให้กลุ่มเกษตรอินทรีย์ จ. ยโสธร เป็นต้นแบบการปลูกข้าวอินทรีย์อย่างครบวงจร ปัจจุบันมีเกษตรกรแกนนำที่ผลิตข้าวอินทรีย์ในพื้นที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชมรมรักษ์ธรรมชาติ อ. กุดชุม กลุ่มเกษตรธรรมชาติหนองยอ อ. กุดชุม กลุ่มโครงการข้าวคุณธรรม อ. ป่าติ้ว กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ อ. มหาชนะชัย กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม อ. ค้อวัง กลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกหาและไทยเจริญ จำกัด อ. เลิงนกหา และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีภูไท อ. เลิงนกทา รวมเป็นเครือข่ายเกษตรกรข้าวอินทรีย์จำนวน 4,565 ราย คิดเป็นพื้นที่นากว่า 45,000 ไร่”
 
     ด้าน นายจรรยา สุคนธ์คันธชาติ รองผู้ว่าราชการ จ.ยโสธร เปิดเผยว่า จ. ยโสธร เป็นจังหวัดนำร่อง โครงการพัฒนานักประกอบการวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ เนื่องจาก จ. ยโสธร เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่ในการทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ประกอบกับ จ. ยโสธร ได้มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดให้เป็น “เมืองแห่งวิถีอีสาน เกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ครบวงจร
 
 
 
     ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการแปลงนาให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของเกษตรอินทรีย์ จึงจัดทำโครงการพัฒนานักประกอบการวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ขึ้น เพื่อสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรผ่านการฝึกอบรม เช่น การจัดการแปลงนา การเก็บข้อมูลเพื่อขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร การอบรมผู้ตรวจสอบแปลงนา (inspector) ซึ่งนอกจากจะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวอินทรีย์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งในระดับประเทศไทยและระดับสากล ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายการตลาดทางธุรกิจให้กับเกษตรกรอีกด้วย”
 
ข้อมูลจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร สวทช. อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ลัญจนา (089- 1285004) / ชัชวาลย์ (083- 032 5145) / ชนานันท์ (081-6396122) / กัณวีย์ (081-6256673)  
โทร. 02 564 7000 ต่อ 1162, 71725, 71727, 71728
โทรสาร 02-564-7060
http://www.nstda.or.th

ข่าวและถ่ายภาพ : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ และ นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์
เผยแพร่ข่าว : นางสาวนีรนุช  ตามศักดิ์
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 

 

 

พิเชฐ นำทัพเยือนทีดีอาร์ไอ มองไกลเพื่อการปฏิรูปวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

พิมพ์ PDF



        ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำทีมคณะทำงานรัฐมนตรีและนักวิชาการ เข้าพบ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ - TDRI) เปิดประเด็นหารือ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนบนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ทบทวนผลการศึกษา การวิจัยและพัฒนา และประสบการณ์ด้านต่างๆ อย่างน่าสนใจ
        ประเด็นแรก คือ การพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินการวิจัยด้านเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร บรรจุภัณฑ์ และการพัฒนากำลังคน ถึงแม้ว่าหลายโครงการประสบความสำเร็จแล้ว แต่การขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมด้วยฐาน วทน. ยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับใหญ่เท่าที่ควร จำเป็นต้องประสานความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ทั้งในระหว่างหน่วยงานภาครัฐกันเอง และระหว่างรัฐและเอกชนให้มากกว่านี้  จำเป็นต้องสร้างเวทีให้นักวิจัยได้ใกล้ชิดกับเกษตรกรมากขึ้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยี จำเป็นต้องสร้างบุคลากรวิจัยด้านนี้ให้มากขึ้น

  

         ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน ทีดีอาร์ไอ - TDRI ได้ชี้ประเด็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจำเป็นต้องพัฒนาจากฐาน วทน.  ปัจจัยหลัก 3 ส่วนที่ได้อภิปรายร่วมกัน คือ

(1) การลงทุนด้าน วทน. จากภาคเอกชน ซึ่งสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน 

(2) การพัฒนากำลังคนด้าน วทน. ทั้งระดับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรในวัยทำงาน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างรัฐและเอกชน และ

(3) การเพิ่มประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งจำเป็นต้องผูกกับห่วงโซ่การผลิต และจัดระบบให้เกิดความยั่งยืนให้ได้

        เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้น รัฐจำเป็นต้องปฏิรูประบบการให้สิ่งจูงใจ เช่น กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีให้จูงใจมากขึ้น ให้บริษัทที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาหักค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนาได้จาก 200% เป็น 300% และกำหนดแนวปฏิบัติไม่ให้ซับซ้อนจนเกินไป ควรกำหนดนิยามของการวิจัยและพัฒนาว่าไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะงานวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) และการออกแบบผลิตภัณฑ์  ควรพิจารณาการปฏิรูประบบการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และครอบคลุมถึงการบูรณาการงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

        สำหรับประเด็นเรื่องกำลังคน (Labor Force) หรือทุนมนุษย์ (Human Capital) ด้าน วทน. นั้น เป็นปัญหาที่เป็นคอขวดของระบบการพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องจำนวนนักวิจัยที่ขาดแคลน นักวิจัยที่มีความสามารถส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังไม่ได้เข้าไปร่วมขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนมากเท่าที่ควร จำเป็นต้องปรับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างแรงจูงใจและกลไกให้เอกชนสามารถยืมตัวนักวิจัยของรัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม  นอกจากนี้ยังได้หารือเกี่ยวกับการเพิ่มบุคลากรสาขาขาดแคลนผ่านกลไกการเปิดรับแรงงานฝีมือและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากต่างประเทศ

        จากนั้นได้หารือเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิต ซึ่งควรทำทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต จนถึงการนำสินค้าออกสู่ตลาด จากผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ การเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรสามารถลดต้นทุนได้ถึง 1.4 หมื่นล้านบาท การเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานสามารถลดต้นทุนได้ถึง 1.4 แสนล้านบาท สิ่งที่ประเทศไทยควรเดินหน้าต่อไปนั้น คือ ให้การเพิ่มผลิตภาพเป็นวาระแห่งชาติ ให้มีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่อเนื่องตามระดับความสามารถของบุคลากรและผลิตภาพ และให้เกิด “ภาคีเพิ่มผลิตภาพ” หรือการสร้างเวทีให้รัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

        หากแก้ “ปม” ที่ผูกติดกับปัญหาเหล่านี้ได้ ประเทศไทยคงเห็นแสงสว่างแห่งอนาคต การ “ชี้เป้า” ให้นวัตกรรมฝังรากอยู่ในความคิดของคนไทย ในภาคการผลิต การสร้างระบบการวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงระบบงบประมาณด้าน วทน. จะเป็นกุญแจสำคัญที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยได้ และในที่สุดจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้

        ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เห็นตรงกัน  พร้อมจะสนับสนุน และยินดีที่จะศึกษาเพิ่มเติมร่วมกัน

ผู้เผยแพร่ข่าว : นายปราโมทย์ ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

 

 

งานวิจัยสารเคลือบผิวผลไม้ยืดระยะเวลาในการสุกตัวลดการสูญเสียจากการขนส่งสินค้าในระยะเวลานาน

พิมพ์ PDF

      กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดค้นพัฒนาสารเคลือบผิวผลไม้จากวัสดุที่ไม่เป็นพิษและสามารถรับประทานได้สำหรับทดแทนการใช้สารเคมีในการยืดอายุมะม่วงหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก เพื่อเป็นการขยายตลาดส่งออกให้แต่เกษตรกรชาวสวนมะม่วงให้สามารถเก็บรักษาคุณภาพของมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ให้ได้นานขึ้นระหว่างการขนส่ง 

         ในปัจจุบันการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศความชื้น หรือระยะเวลาในการสุกตัว ยังมีความจำเป็นต้องส่งออกทางเครื่องบิน หรือตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกออกแบบพิเศษสำหรับสินค้าแต่ละชนิด เพื่อลดความสูญเสียอันเกิดจากการขนส่งสินค้าไปยังประเทศปลายทาง การปรับปรุงกระบวนการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การใช้สารเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค สารช่วยชะลอการสุกของผลไม้ หรือการเก็บผลไม้ในระยะที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพดีจนถึงตลาดปลายทางจึงเป็นเรื่องสำคัญ การใช้สารเคลือบผิวจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตรได้ เนื่องจากสารเคลือบผิวเป็นสารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนสารเคลือบผิวตามธรรมชาติที่หายไป ช่วยลดการสูญเสียน้ำ ลดอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ส่งผลให้กระบวน การหายใจช้าลง ผลไม้จึงมีลักษณะปรากฏที่ดี ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน
         โดยการศึกษาผลของสารเคลือบผิวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร เช่น การทดลองเคลือบผิวมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ด้วยสารเคลือบผิวผลไม้บริโภคได้สูตร F001 ที่พัฒนาโดยกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบกับมะม่วงที่ไม่ผ่านการเคลือบผิว (control) พบว่าสารเคลือบผิวผลไม้บริโภคได้สูตร F001 สามารถยับยั้งการเกิดเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคและสามารถยืดอายุการจัดเก็บมะม่วงดังกล่าวที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ได้นานกว่า 7 วัน โดยที่มะม่วงที่ไม่ผ่านการเคลือบผิวจะเริ่มปรากฏอาการของโรคในวันที่ 7 และเมื่อเก็บไปจนถึงวันที่ 14 มะม่วงที่ไม่ผ่านการเคลือบผิวจะเกิดการเน่าเสียทั้งหมด ในขณะที่มะม่วงที่ผ่านการเคลือบผิวจะปรากฏอาการของโรคเพียงบางส่วนเท่านั้น ดังแสดงในรูปที่ 1 และ 2
         จากการทดลองพบว่าสารเคลือบผลไม้สูตร F001 ที่ทางคณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นสามารถยับยั้งเชื้อราคอลเลคโตตริกัม ( Colletotrichum gloeosporioides) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่พบบนมะม่วงได้ดีกว่าดีกว่าสารเคมีต้านเชื้อราคาร์เบนดาซิม ที่ปริมาณสูงสุดตามมาตรฐานที่กำหนด คือปริมาณ  1000 ppm และเมื่อทดสอบสารเคลือบผิวผลไม้สูตร F001 ในการยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงพันธ์น้ำดอกไม้พบว่า การเคลือบผิวมะม่วงพันธ์น้ำดอกไม้ด้วย  สารเคลือบผิวผลไม้ สูตร F001 มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคมะม่วงเมื่อทำการจุ่มเคลือบแล้วเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน และเมื่อใช้สารเคลือบผิวผลไม้ สูตร F001 ร่วมกับการเก็บรักษาที่ตู้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น  (10 องศาเซลเซียส,  80%RH) จะสามารถยืดอายุมะม่วงได้นานกว่า 21 วัน
 
ข้อมูลโดย :  ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมวิทยาศาสตร์บริการ  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                 เลขที่ 75/7ถนนพระรามที่ 6ราชเทวี กรุงเทพฯ10400 
                 ฝ่ายประชาสัมพันธ์โทร 0 2201 7097-8  โทรสาร 0 2201 7470e-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน , อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
 
เผยแพร่โดย : นางสาวนีรนุช ตามศักดิ์  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สป.วท.

 
 

ปส. แนะการตรวจวินิจฉัย PET/CT รู้ทันมะเร็งได้อย่างแม่นยำ

พิมพ์ PDF

        สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) แนะการใช้รังสีวินิจฉัยโรคด้วยเครื่อง PET/CT สแกน มีความแม่นยำปลอดภัยสูง หากอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และมีการขออนุญาตใช้ที่ถูกต้องตามกฎหมายจาก สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ย้ำปริมาณรังสีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยมีการประเมินความปลอดภัยจากแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญแล้ว

      ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มขออนุญาตใช้เครื่อง PET (Positron Emission Tomography, PET) เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography, CT) รวมทั้ง เครื่อง PET/CT เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ ของคนไทย ได้แก่โรค "มะเร็ง" ทำให้ในวงการแพทย์ตื่นตัวและจำเป็นต้องหาวิธีการตรวจวินิจฉัยให้ผู้ป่วยรู้ตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที 
        PET/CT สแกน เป็นทางเลือกใหม่ในการวินิจฉัยโรคแต่เนิ่น ๆ ที่มีความชัดเจนและแม่นยำกว่าการตรวจถ่ายภาพแบบอื่นๆ เนื่องจากเป็นการผสมผสานเอาเครื่อง PET (Positron Emission Tomography, PET)  และเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography, CT) มารวมในเครื่องเดียว ทำให้ภาพที่ได้มีข้อมูลทั้งด้านโครงสร้างและด้านสรีระวิทยาที่มีความแม่นยำสูง รวมทั้ง มีประสิทธิภาพสูงในการนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยสามารถบอกตำแหน่งของรอยโรคควบคู่กับระดับการทำงานของเซลล์ ซึ่งมีความชัดเจนและความแม่นยำมากกว่าการใช้เครื่อง PET และ CT ที่แยกกัน โดยการตรวจสามารถทำได้พร้อมกันโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และนอกจากตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งแล้ว ยังมีความสามารถในการตรวจความผิดปกติของร่างกายอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคความจำเสื่อม โรคพาร์กินสัน โรคลมชัก นอกจากนี้ แพทย์ยังสามารถนำภาพจาก PET/CT มาใช้ในการวางแผนเพื่อรักษาด้วยการฉายรังสี (radiation therapy treatment planning) ทำให้สามารถกำหนดตำแหน่งการฉายรังสี (contour maps) ให้ครอบคลุมรอยโรคได้อย่างถูกต้องอีกด้วย โดยปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจะไม่นำมารวมกับปริมาณรังสีสะสมสำหรับประชาชนทั่วไป (ซึ่งระบุไว้ตามเกณฑ์ความปลอดภัยทางรังสีไม่เกิน ๑ มิลลิซีเวิร์ตต่อปี)
        ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มากขึ้น ปส. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัย ขอให้หน่วยงานที่จะติดตั้งและใช้เครื่อง PET/CT ดำเนินการขออนุญาตผลิต มีไว้ในครอบครอง หรือใช้พลังงานปรมาณูต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เพื่อให้การใช้งานเครื่อง PET/CT เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ประชาชนทั่วไป และสิ่งแวดล้อม…ดร.อัจฉรา ฯ กล่าว
          จากสถิติสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของคนไทย ซึ่งได้แก่โรค "มะเร็ง" ยังครองแชมป์มาอย่างต่อเนื่อง โรคนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมีอัตราสูงขึ้น โดยโรคมะเร็งที่พบบ่อย ๖ อันดับแรกของโลก ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ และมะเร็งปากมดลูก ตามลำดับ ชนิดของโรคมะเร็งที่พบบ่อยในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เนื่องจากประชาชนมีการเกิดโรคติดเชื้อต่างกัน ได้รับรังสี สารเคมี  มีพฤติกรรมการบริโภคอาหาร คุณสมบัติทางพันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิตและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งรุนแรงมากขึ้น และมีคนไทยเสียชีวิตกว่า ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี ส่วนทั่วโลกมีรายงานการเสียชีวิตปีละเกือบ ๘ ล้านคน และอาจจะมีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หากคนเรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่เรียนรู้ให้ทันต่อโรคร้ายนี้
           สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้เครื่องกำเนิดรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โทร. ๐ ๒๕๙๖ ๗๖๐๐ ต่อ  ๑๖๑๓

ภาพแสดงการเปรียบเทียบการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการ  CT, PET และ  PET/CT
ข้อมูลโดย : กลุ่มเผยแพร่พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
โทรศัพท์ ๐ ๒๕๙๖ ๗๖๐๐ ต่อ  ๑๑๒๓ - ๑๑๒๔
ณ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
เผยแพร่โดย : นางสาวนีรนุช ตามศักดิ์  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สป.วท.
 
 
หน้า 268 จาก 626
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป