กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



สวทช./ก.วิทย์ฯ ติดปีกเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยี เสริมทัพการลงทุนด้วยงานวิจัยกว่า 40 ผลงานเด่น

พิมพ์ PDF

ในงาน NSTDA Investors’ Day 2013 พร้อมดึงนักลงทุนพบนักวิจัยต่อยอดธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

            28 สิงหาคม 2556 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดแถลงข่าวเปิดตัวงาน NSTDA Investors’ Day  ประจำปี 2556 ณ ห้องโลตัส สวีท 1-4 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยงานดังกล่าวมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน 2556 เวลา 09.00-16.30 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “เสริมสร้างคุณภาพชีวิต ด้วยธุรกิจเทคโนโลยี” ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มนักธุรกิจเป้าหมายมีโอกาสเข้าถึงผลงานของนักวิจัยไทยที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เชื่อมโยงวงการอุตสาหกรรม การลงทุนและการเงิน เพื่อให้เกิดการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยี ผ่านการเผยแพร่และถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เกิดการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างโอกาสรวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันทางการค้าในประเทศและต่างประเทศ  และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันบนเวทีระดับโลกได้  
            ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดเผยว่า จากนโยบายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยการเร่งสร้างขีดความสามารถด้านงานวิจัยและการพัฒนาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย โดยการส่งเสริมและสนับสนุนงบการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาให้เพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ รวมทั้งการเสริมสร้างบุคคลากรวิจัย และการสร้างเครือข่ายวิจัยสำหรับภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ  ทั้งภายในและภายนอกของประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีนโยบายเร่งด่วนที่จะพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ โดยเฉพาะการเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ขณะเดียวกันก็มีบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนและผลักดันผลงานเหล่านั้นให้เป็นที่จับต้องได้ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีออกสู่ภาคเอกชน เพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง เช่น ด้านการเกษตร,อุตสาหกรรม และสุขภาพ เป็นต้น
            โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเดินหน้าสานต่อแนวนโยบายที่ดีของรัฐบาลด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ทั้งนี้จึงได้กำหนดแผนการดำเนินงานเร่งด่วน เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไว้ 7 ประการด้วยกัน กล่าวคือ 1) ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐานการพัฒนาประเทศ 2) นำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนท้องถิ่น และ SMEs 3) ผลักดันงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมให้เป็นต้นน้ำ กลางน้ำ ของการพัฒนาภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของประเทศ 4) สนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ 5) ผลักดันงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และเน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลัก (6 ส. 1 ว.) เพื่อให้งานวิจัยของประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 6) ผลักดันนโยบายการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ประเทศ 7) เร่งประชาสัมพันธ์ผลงานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้เป็นที่รู้จักและนำความรู้ไปสู่ประชาชน
            “ซึ่งการจัดงานดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จที่ภาครัฐพยายามผลักดันงานวิจัยขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ภาคเอกชนเห็นถึงโอกาสที่จะลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะฉะนั้นหน่วยงานวิจัยภาครัฐจึงต้องเร่งสร้างผลงานวิจัยเพื่อนำออกสู่อุตสาหกรรม ในการที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เราคิดขึ้นมาได้ หรือจะเป็นการต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ลงตัว หรือไม่ตรงกับความต้องการของตลาด หรือไม่สามารถผลิตออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ เราก็สามารถเอามาต่อยอดให้ทันสมัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ โดยให้ตอบรับกับกระแสสังคม” ดร.พีรพันธุ์ฯ กล่าว
            ดร.พีรพันธุ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตอบรับจากภาคเอกชนจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีและเป็นตัวกระตุ้นให้นักวิจัยเกิดความภูมิใจและเข้าใจความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น อันจะนำไปสู่การปรับกระบวนความคิดในการคิดค้นงานวิจัยที่สามารถนำออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลง  ซึ่งจะเป็นการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
            ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานในครั้งนี้ว่า  สวทช. ได้จัดงานดังกล่าวขึ้นเป็นประจำทุกปี และจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในปีนี้  โดยปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนและผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 800 คน จาก 270 บริษัท มีผลงานเข้าร่วมนำเสนอบนเวทีทั้งสิ้น 9 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานเด่นจาก สวทช. 5 ผลงาน และผลงานจากหน่วยงานพันธมิตร จำนวน 4 ผลงาน ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประกอบการ สำหรับงาน NSTDA Investors’ Day 2013 ได้รับความร่วมมือจากสมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจการลงทุน (TVCA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาค ร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดงานในครั้งนี้ด้วย
            ดร.ทวีศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  การจัดงานในครั้งนี้ สวทช. ต้องการนำเสนอผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ได้รับการคัดเลือกแล้วว่ามีศักยภาพสูงในการลงทุน โดยจุดเด่นภายในงานปีนี้ได้แก่ การเปิดให้มีการเจรจาธุรกิจแบบ One on One Matching เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงในเชิงพาณิชย์ และกิจกรรมนำเสนอผลงานวิจัยและเทคโนโลยีต่อนักลงทุนในช่วง Investment Pitching โดยเฉพาะการนำเสนอ 6 ผลงานเด่นจาก สวทช. ที่มีศักยภาพพร้อมสำหรับการลงทุนในปีนี้ซึ่งได้แก่ 1) เครื่องตรวจวัดอะฟลาทอกซินแบบรวดเร็วขนาดพกพา 2) ระบบหุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อศอก แขนท่อนล่างและข้อมือ 3) โรงงานต้นแบบผลิตเอ็นพีวี เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช 4) ระบบตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดแดงแบบอัตโนมัติ 5) ระบบตรวจจับการเคลื่อนที่และจอดของยานพาหนะโดยอัตโนมัติ 6) ลูกอมเม็ดหญ้าหมอน้อย เลิกบุหรี่
            นอกจากนี้ภายในงานยังมีโซนการจัดแสดงนิทรรศการผลงานเทคโนโลยีต่างๆ อีกกว่า 40 ผลงาน ประกอบด้วย แผ่นดูดซับเสียงอัจฉริยะ,กระสอบชลปราการ,วัสดุฉลาดด้านทันตกรรม,เส้นใยพอลิพรอพิลีนเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ เป็นต้น เพื่อให้นักลงทุนได้เลือกสรร หากสนใจสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักวิจัยได้ ณ บูธนั้นๆ รวมทั้งโซนของการจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีของ สวทช. ทั้งนี้ภายในงานยังสามารถร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “ความสำคัญของตลาดทุนกับการขับเคลื่อนธุรกิจเทคโนโลยีของไทย” และ “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ (10 Technologies to Watch)” รวมทั้งการปฐกถาพิเศษจาก ดร.พีรพันธุ์ รมว.วท. ในหัวข้อ “การลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีกับยุทธศาสตร์การพัฒนาและพลิกฟื้นประเทศ” อีกด้วย




ผู้ส่งข่าว นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์ 
ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สวทช. โทร. ๐-๒๖๔๔-๘๑๕๐ ต่อ ๗๐๙
โทรสาร ๐-๒๖๔๔-๘๑๙๒
www.nstda.or.th , facebook nstdapr
 

 

TCELS ร่วมกับศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมด้านการจัดการชีววิทยาศาสตร์

พิมพ์ PDF

            TCELS ร่วมกับศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมด้านการจัดการชีววิทยาศาสตร์  รุ่น 2 หลังรุ่นแรกได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น เผยปีนี้ปรับหลักสูตรใหม่เข้มข้นกว่าเดิม เปิดรับสมัคร 15-30 สิงหาคมนี้ ด่วนจำนวนจำกัด
            ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า จากความสำเร็จของการอบรมหลักสูตร Mini MBA การจัดการชีววิทยาศาสตร์ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2549 ซึ่งขณะนี้มีผู้ที่ผ่านการอบรมได้รวมกลุ่มกัน ทำธุรกิจด้านชีววิทยาศาสร์และใช้องค์ความรู้ที่ได้จากการอบรมไปบริหารจัดการ ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงมีเสียงเรียกร้องให้เปิดรุ่นที่ 2 ขึ้น TCELS จึงร่วมกับ ศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดอบรม หลักสูตรดังกล่าวอีกครั้ง โดยมุ่งหวังเพื่อเสริมศักยภาพ ผู้บริหาร นักวิจัย ตลอดจนบุคคลากรด้านชีววิทยาศาสตร์ ให้มีความรู้ด้านการจัดการธุรกิจด้านนี้ ซึ่งกำลังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นธุรกิจที่มีอนาคต
            ด้านผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ กล่าวว่า หลักสูตรการบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านชีววิทยาศาสตร์นี้ถือเป็นหลักสูตร แรกของประเทศไทย ที่ได้ผสานองค์ความรู้ด้านชีววิทยาศาสตร์และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อพัฒนานักชีววิทยาศาสตร์ให้มีองค์ความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ของ การจัดการและส่งเสริมการทำงานด้านวิจัยและพัฒนาของนักชีววิทยาศาสตร์ให้สอด คล้องกับตลาดและธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น
            ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ความก้าวหน้าของวงการชีววิทยาศาสตร์มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมโดยจะเน้นหนักประเด็นด้านการจัดการ ทางชีววิทยาศาสตร์ 7 ส่วน และเน้นประเด็นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการค้นคว้าวิจัยทางด้านชีววิทยาศาสตร์อีก 3 ส่วน โดยเชิญผู้บรรยายที่มีประสบการณ์จริงจากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จทาง ธุรกิจ รวมถึงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ทั้งในและต่างประเทศในหน่วยงานทางด้าน ชีววิทยาศาสตร์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าทางด้านชีววิทยาศาสตร์และผลกระทบที่มีต่อการพัฒนา ประเทศ เพื่อประยุกต์ความรู้ให้เป็นประโยชน์ สร้างผู้นำธุรกิจ พัฒนาทักษะ การจัดการระดับโลก
นอกจากการอบรม ด้วยวิธีการบรรยาย ศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ยังมีการเสวนาประเด็นทางด้านชีววิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยด้วยวิทยากรสุดยอดของ เมืองไทยที่หาฟังที่ไหนไม่ได้ เช่นประเด็นด้าน AEC life science, Intellectual Property Management, Alternative Medicine and Spa Management, Regenerative Medicine, Genetic Business, Aesthetic Approach on LS, Medical Robotic, Medical Tourism  เป็นต้น
            โดยมีระยะเวลาในการอบรมทั้งหมด 130 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคการบรรยาย 96 ชั่วโมง และภาคกิจกรรม และศึกษาดูงาน 34 ชั่วโมง โดยในปีนี้ได้ปรับเวลาให้เหมาะสมกับผู้ทำงานคืออบรม 3 วัน ต่อ สัปดาห์ คือ วันศุกร์ เวลา  13.00 น. – 18.00 น.วันเสาร์ เวลา  09.00 น.- 16.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00 -12.00 น. ค่าอบรมตลอดหลักสูตร 70,000 บาท TCELS ออกให้ 50% เหลือเพียง 35,000 บาท เท่านั้น ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการอบรม การศึกษาดูงานในประเทศ และต่างประเทศที่ฮ่องกงโดยไปศึกษาดูงานด้านชีววิทยาศาสตร์ และ Beijing Genomics Institute (BGI) ที่เซินเจิ้น ด้วย
            ผู้สนใจสามารถสมัครได้ระหว่างวันที่ 15-30 สิงหาคมนี้เท่านั้น เนื่องจากรับจำนวนจำกัด ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคม แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ www. www.selc.bus.ku.ac.th  มือถือ 080-809-3003, 080 809-3030
 
 

 

ปส.ชวนน้องๆ ร่วมค้นคว้าท้าทายกับรังสีในงานมหกรรมวิทย์ ไบเทคบางนา

พิมพ์ PDF

           สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  ร่วมโชว์ผลงานในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2556   ที่จัดโดย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด '' ทันโลกทันวิทย์ จุดประกายความคิดสู่อาเซียน '' ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ เต็มพื้นที่ไบเทค บางนา พบกับกิจกรรมไฮไลท์ตื่นตา ตื่นใจ ไปกับโลกวิทยาศาสตร์  ระหว่างวันที่ 6 - 21 สิงหาคม 2556 นี้
           สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมโชว์ผลงานด้านความปลอดภัยการใช้พลังงานปรมาณู ในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2556”  ระหว่างวันที่ 6 - 21 สิงหาคม 2556 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมไบเทค บางนา โดยนำผลงานด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยในการใช้พลังงานปรมาณู การเฝ้าระวังภัยทางรังสีในสิ่งแวดล้อม การเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสี ตลอดจน เปิดให้เยาวชนร่วมค้นคว้า หาความรู้ กับกิจกรรมท้าทายต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมค้นหาสารรังสี 
           และที่พลาดไม่ได้ ระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2556 ปส. ยังใช้บริเวณด้านหน้าของศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมไบเทค บางนา เปิดให้ผู้สนใจมารับบริการตรวจเอกซเรย์ร่างกาย โดยหน่วยพยาบาลเคลื่อนที่ พร้อมทั้ง การอ่านค่าปริมาณรังสีที่ได้รับจากการเอกซเรย์ โดย ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 จะมีการจำลองสถานการณ์กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีในบริเวณดังกล่าว อีกด้วย

 

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผนึกเครือข่ายพันธมิตร เปิด “TCELS Hotline Center”

พิมพ์ PDF

          กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผนึกเครือข่ายพันธมิตร เปิด “TCELS Hotline Center” เชื่อมโยงข้อมูลและอัพเดทความก้าวหน้าด้านชีววิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ   ทั้งฐานข้อมูลงานวิจัย ผู้ประกอบการ และการลงทุน เพื่อเป็นช่องทางด่วน ให้คำแนะนำการจดสิทธิบัตร ขออนุญาตผลิตในอุตสาหกรรมชีววิทย์ฯ แบบไร้รอยต่อลดปัญหาคอขวด มอบ TCELS เจ้าภาพใหญ่
           เซนจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ/ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (TCELS) ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายพันธมิตรที่ประกอบด้วย กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาการอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และคณะทำงานของ TNRR ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมงานวิจัย โครงการวิจัย และผลงานจากโครงการวิจัยจากทุกหน่วยงานในประเทศไทย จากความร่วมมือของ 5 ส. 1 ว. แถลงข่าวเปิดตัว ศูนย์ประสานงานข้อมูลด้านชีววิทยาศาสตร์และการลงทุน “TCELS Hotline Center”  โดยมี นายนเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ TCELS เป็นประธานการแถลงข่าว
           นายนเรศ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเปิดตัวศูนย์ประสานงานฯ ว่า TCELS ในฐานะหน่วยงานหลัก ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนาต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการและนวัตกรรมด้านชีววิทยา ศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูล พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ประกอบการด้านชีววิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมาก โดยในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมด้านนี้สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ มากกว่า 1 แสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไป จากปัจจัยที่เอื้อในเรื่องประเด็นต่าง ๆ อาทิ การส่งเสริมแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ นโยบายส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรวิจัย การผลักดันให้ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็น 1% ของ GDP และการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
           อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ไทยยังคงมีอุปสรรคสำคัญในด้านการเข้าถึง ข้อมูลอันมีประโยชน์ต่อการนำไปต่อยอดการจัดทำแผนธุรกิจเชิงรุก เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลในลักษณะ ONE STOP SERVICE ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เกิดความสับสน และบางครั้งเกิดความเสียหายจากความไม่เท่าทันข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลเข้ามาอย่างเร็วและหลายทาง จึงทำให้เกิดปัญหาคอขวดเรื่อยมา  “ด้วยเหตุนี้ TCELS จึงจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานข้อมูลด้านชีววิทยาศาสตร์และการลงทุน หรือ TCELS Hotline Center” จากการสนับสนุนของหน่วยงานพันธมิตรตามที่ได้กล่าวข้างต้น โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์
02-644-5499 และเว็ปไซต์ www.tcels.org  เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านชีววิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย ระบบคลังข้อมูลธุรกิจกระทรวงพาณิชย์ ฐานข้อมูลผู้ประกอบการ ที่มีความจำเป็นต่อการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ข้อมูลการลงทุน ข้อมูลด้านสิทธิบัตร หน่วยปฏิบัติการที่ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเครื่องมือแพทย์  นอกจากนี้ ยังดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อสถานการณ์และเข้าถึงได้ อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ธุรกิจและอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศ ตลอดจนทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระดับองค์กรและระดับบุคคลทั้งในและต่าง ประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการประสานความร่วมมือ ระหว่างนักวิจัยและนักลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจบริการ การจับคู่ธุรกิจ หรือความร่วมมือระหว่างนักวิชาการเพื่อพัฒนาแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี” นายนเรศ กล่าว
           ผู้อำนวยการ TCELS กล่าวต่อว่า ศูนย์ประสานงานฯ ยังบริการให้คำแนะนำในการจดสิทธิบัตร การขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ รวมถึงข้อมูลกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอและสิทธิในการยกเว้น ภาษี ข้อมูลการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดการพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการ รวมไปถึงโครงการต่าง ๆ ที่ TCELS ดำเนินการอยู่ด้วย ซึ่งภายหลังจากการจัดงาน ASEAN Life Sciences Conference & Exhibition 2013 เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจสอบถามข้อมูลมาเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ สนใจร่วมทุน และความร่วมมือในเรื่องของการการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ TCELS ได้พัฒนาเว็ปไซต์เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลด้านต่าง ๆ ไว้ที่ www.tcels.org
          สำหรับคณะทำงาน  5 ส.1ว. ที่รวบรวมคลังผลงานวิจัยและผลงานวิชาการไว้ในเว็ปไซต์ www.tnrr.in.th โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับ TCELS Hotline Center ผ่านทางเว็ปไซต์ www.tcels.org นั้นประกอบไปด้วย 5 ส.คือ 1. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 2. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) 3. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 4. สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และ 5. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และ 1 ว.คือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
 
 

 

 

“นาโนเทค”ฉลอง 10 ปี เปิดตัว 10 งานวิจัยมุ่งเป้าด้านนาโนเทคโนโลยี

พิมพ์ PDF

แก้ปัญหา “ภาคเกษตร-สุขภาพ-อุตสาหกรรม-พลังงานและสิ่งแวดล้อม” 

             เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2556 ที่อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี นายนิรุตติ คุณวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงานครบรอบการก่อตั้ง 10 ปี ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมี ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค ผู้บริหารศูนย์ฯนักวิจัยและพนักงาน ให้การต้อนรับ
             นายนิรุตติ กล่าวว่า  ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ นับว่าเป็นศูนย์วิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีในระดับชาติแห่งแรกในอาเซียนที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2546 นับตั้งแต่รัฐบาลในยุคนั้นมีความตั้งใจที่ให้นาโนเทคให้เป็นศูนย์แห่งชาติ ก็เพื่อต้องการให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับรัฐบาลโดยการนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำนาโนเทคโนโลยีมาปรับปรุงและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมอบนโยบายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นำนาโนเทคโนโลยีมาเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตัวอย่างเช่น การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าของผ้าไหมไทยซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมือง  ให้มีความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ และในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของศูนย์นาโนเทค ในวันนี้ตนขอแสดงความยินดีและชื่นชมที่ได้เห็นความก้าวหน้าอย่างมากของนาโนเทคโนโลยีในประเทศไทย โดยนาโนเทคมีการวิจัยเทคโนโลยีชั้นสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น รัฐบาลมีความต้องการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำและกลางน้ำทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและสังคม ที่สำคัญรัฐบาลต้องการให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงประชาชนและเกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพสังคม และเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ
             นายนิรุตติ กล่าวว่า ทั้งนี้ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ มีความตั้งใจที่จะวิจัยและพัฒนา งานวิจัยมุ่งเป้า หรือ Flagship Program ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นเรื่องสำคัญและเป็นประโยชน์กับประเทศ และรัฐบาลอยากจะเห็นว่า Flagship เป็นงานวิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญและสามารถพัฒนาประเทศไทยได้จริง ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นว่า          ศูนย์นาโนเทคฯเป็นกำลังสำคัญที่จะทำเรื่องสำคัญยิ่งของประเทศ โดยมีโครงการวิจัยมุ่งเป้าเป็นจุดมุ่งมั่น และช่วยกันใช้นาโนเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ โดยกระทรวงวิทย์ฯ จะให้การสนับสนุนการดำเนินการเป็นอย่างดีต่อไป
             ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ มีความตั้งใจที่พัฒนางานวิจัย โดยเฉพาะงานวิจัยมุ่งเป้า หรือ Flagship Programs ที่เปิดตัวในวันนี้เนื่องจากประเทศไทยมีโจทย์ในการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆหลายด้าน ซึ่งศูนย์นาโนเทค พยายามที่จะพัฒนางานวิจัยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการหลักของประชาชนในประเทศ จึงเริ่ม 10 โครงการวิจัยมุ่งเป้า แบ่งเป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหาด้านต่างๆ ได้แก่
ด้านการเกษตร ได้แก่ โครงการพัฒนาปุ๋ยนาโนควบคุมการปลดปล่อยและวัสดุปรุงแต่งดินจากการแปรรูปผักตบชวา หรือที่เรียกว่า Smart Soil and Fertilizer และ โครงการใช้นาโนเทคโนโลยเพื่อส่งเสริมการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเพียงพอ หรือ Q Delicious   ด้านสุขภาพของประชาชน ได้แก่ โครงการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นมะเร็งลำดับต้นของผู้หญิงไทย หรือ Smart HEALTH โครงการใช้นาโนเทคโนโลยีในการกรองน้ำ หรือ Clean Water และ โครงการควบคุมป้องกันและกำจัดยุง  หรือ Mosquito Control ที่จะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคไข้เลือดออกและมาลาเรีย
             ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคฯ กล่าวต่อว่า ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการผลิตพลังงานทางเลือกโดยใช้นาโนเทคโนโลยี หรือ Green Energy และ เรื่องการทำให้อากาศบริสุทธิ์ หรือ Clean Air และสุดท้าย คือ ด้านการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของประเทศและแนวโน้มโลก ได้แก่ โครงการมาตรฐานและความปลอดภัยด้านนาโนเทคโนโลยี หรือ Nano-mark โครงการนวัตกรรมการใช้เครื่องสำอางและอาหารจากรังไหม หรือ Miracle of Thai silk และ โครงการเพิ่มมูลค่าสิ่งทอด้วยนาโนเทคโนโลยี หรือ Nano Textile  ซึ่งจะทำให้สินค้านาโนของประเทศไทยมีมาตรฐานและปลอดภัย และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานในระดับสากล เป็นการนำนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยีต่อยอดและปรับใช้กับงานวิจัยด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการรองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคตอันใกล้



ผู้ส่งข่าว นางเกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์  ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สวทช.
โทร. ๐-๒๖๔๔-๘๑๕๐ ต่อ ๗๐๙  โทรสาร ๐-๒๖๔๔-๘๑๙๒  www.nstda.or.th , facebook nstdapr
 

 
หน้า 268 จาก 537
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป