กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



กระทรวงวิทย์ฯ ร่วมไทยแลนด์เกมโชว์ 2010

พิมพ์ PDF

กระทรวงวิทย์ฯ ร่วมไทยแลนด์เกมโชว์ 2010 ชวนครอบครัวชม “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์...ด้วยเกม” เรียนรู้โลกวิทยาศาสตร์ผ่านเกมระดับโลก

                         ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม “นิทรรศการเกมวิทย์: คิดเป็นวิทยาศาสตร์...ด้วยเกม”ครั้งที่ 4 Thailand Game Show2010 ระหว่างวันที่ 8-10 มกราคม 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ดร. สุจินดา โชติพานิช ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะผู้จัดงานมหกรรมเด็กเล่นเกมครั้ง 4 พร้อมทั้งสื่อมวลชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ห้องโถง ชั้น 1 สป.วท. เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

 

            กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รุกปลูกฝังวิทยาศาสตร์ให้เยาวชนด้วยกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์...ด้วยเกม” ที่จะให้เด็ก ๆ และครอบครัวได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ผ่านเกมระดับโลก เพื่อเปิดมุมมองการเลือกสรรค์เกมมีประโยชน์ให้บุตรหลานและได้แนวคิดวิทยาศาสตร์ไปในตัว อีกหนึ่ง ไฮไลท์ในงานมหกรรมเด็กเล่นเกม ครั้งที่ 4 Thailand Game Show2010 ระหว่างวันที่ 8-10 มกราคม 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

                  ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ตามเจตนารมณ์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการส่งเสริมความรู้ความสามารถเชิงวิทยาศาสตร์ของคนไทย โดยเฉพาะกับเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และได้เล็งเห็นว่า มหกรรมเด็กเล่นเกมถือเป็นงานสำคัญของแวดวงเทคโนโลยีที่เป็นที่สนใจของเด็กและเยาวชน ดังนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์จึงได้ร่วมจัดงานเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว ภายใต้รูปแบบกิจกรรมที่มีชื่อว่า “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์…ด้วยเกม” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมให้กับเยาวชนไทยในแง่มุมที่สนุกสนานและสร้างสรรค์ พร้อมแนะนำเกมดี ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ให้เยาวชนได้รู้จัดและเลือกเล่น  ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ รวมทั้งสามารถนำความรู้จากกิจกรรมนี้ไปต่อยอดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในอนาคตได้อีกด้วย

 

 

                  “เด็กทุกวันนี้สนใจเรื่องของเกมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้นเราน่าจะใช้โอกาสนี้ในการสอนให้พวกเขา เริ่มคิด  เริ่มสร้างสรรค์ในเชิงวิทยาศาสตร์จากสิ่งที่พวกเขาชอบ การจัด “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์…ด้วยเกม” ซึ่งมาจากความมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดกิจกรรมนิทรรศการแห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงเยาวชนและประชาชนทั่วไปได้มากขึ้น น่าจะเป็นอีกความพยายามที่จะส่งเสริมความรู้ความสามารถของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ต่อยอดและเป็นฐานการพัฒนาเชิงวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จึงอยากเชิญชวนให้เด็ก ๆ ที่มาร่วมงานรวมทั้งความครัวและผู้สนใจมาเยี่ยมชม “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์…ด้วยเกม” ซึ่งรับรองว่าจะได้รับความรู้และความสนุกสนานกลับบ้านไปอย่างแน่นอน” ดร. คุณหญิงกัลยา กล่าว
 


 ด้านนายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด ผู้จัดงานกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่งานไทยแลนด์เกมโชว์ 2010 มหกรรมเด็กเล่นเกม ในครั้งที่ 4 นี้ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอีกครั้ง โดยบทบาทจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมการจัดแสดงนิทรรศการในด้านเกมวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับสังคมเกม และต้องการพัฒนาให้สังคมคนเล่นเกมเมืองไทยสนุกด้วยความรู้และความคิดสร้างสรรค์

 

               “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์…ด้วยเกม” จัดขึ้นในบริเวณห้องมีทติ้งรูม 1-4 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ ห้องมีทติ้งรูม 1-2 กับกิจกรรม Science Game Show แนะนำเกมต่าง ๆ ที่สื่อถึงแนวคิดวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น การทดลองในห้องแล็บ, กฎฟิสิกส์, ชีววิทยา, นาโนเทคโนโลยี, ดาราศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น ห้องมีทติ้งรูม 3 จะเป็นส่วนของ Video Game Museum พิพิธภัณฑ์วิดีโอเกมจัดเสดงเครื่องเล่นวิดีโอเกม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่หาชมได้ยากให้ผู้ชมเรียนรู้พัฒนาการของเทคโนโลยีในยุคต่าง ๆ และปลุกเร้าให้ผู้เล่นเริ่มเป็นผู้สร้าง ปิดท้ายที่ห้องมีทติ้งรูม 4 กับ Digital Universe “จักรวาลจำลอง” ที่จะพาตะลุยอวกาศด้วยระบบซอฟต์แวร์ล้ำยุคสู่ระบบสุริยะจักรวาล จนถึงกาแลคซี่อื่น ๆ 3D อนิเมชั่นบนจอยักษ์และพากย์เสียงให้ความรู้สด ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ชมซักถามแง่มุมอวกาศที่สงสัยและต่อยอดการเรียนรู้ด้วยการตะลุยอวกาศได้ที่บ้านด้วยซอฟต์แวร์ที่สามารถดาวโหลดไปติดตั้งได้ฟรีอีกด้วย

                ผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรม “นิทรรศการเกมวิทย์ : คิดเป็นวิทยาศาสตร์…ด้วยเกม” และงานมหกรรมเด็กเล่นเกม ครั้งที่ 4 Thailand Game Show2010 สามารถติดตามข่าวสารพร้อมทั้งเตรียมตัวก่อนไปงานได้ที่ www.tgs.in.th หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ โทร. 02 665 6991 – 4 แล้วพบกับ Thailand Game Show2010 ในวันที่ 8-10 มกราคม 2553 ที่เพลนนารี่ฮอลล์  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ :
ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ โชว์โนลิมิต
คุณกิตติพงษ์ สัจจพลากร (เอ็กซ์) โทร. 08 1941 5677 , 08 9814 8278

ผู้เขียนข่าว : นางสาวณัฎฐธิดา  คุมพรรค
ถ่ายภาพโดย : นางสาวสุนิสา  ภาคเพียร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  โทร. 02 354 4466 ต่อ 199
 

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผนึกกำลังกับ 3 พันธมิตร จัดงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์” รับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2553

พิมพ์ PDF

               กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ร่วมกับพันธมิตรทางด้านวิทยาศาสตร์บนถนนโยธี และถนนพระรามที่ 6  ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมทรัพยากรธรณี  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   และคณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  กระทรวงศึกษาธิการ  เปิดกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทยได้เรียนรู้และสัมผัสอย่างใกล้ชิด  พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้  เสริมสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาความคิด  และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ในงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์  รับวันเด็กแห่งชาติ  ปี  2553” ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2553  ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น  ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ถนนพระรามที่ 6 
               ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เปิดเผยว่า  ศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์  มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมไทยให้มีความาเข้มแข็ง  เป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสติปัญญา  พัฒนาคน  ที่เป็นทรัพยากรประเทศ  โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ดังที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กปีนี้  แก่เด็ก ๆ ทุกคนว่า “คิดสร้างสรรค์  ขยันใฝ่รู้  เชิดชูคุณธรรม”  ดังนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  จึงสานต่อแนวความคิดดังกล่าว  จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและจุดประกายให้เยาวชนไทยหันมาให้ความสนใจในการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากยิ่งขึ้น
               จากการประสบผลสำเร็จอย่างสูงในการจัดงาน ถนนสายวิทยาศาสตร์  นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา  ที่มีผู้เข้าชมงานมากกว่า 35,000 คน ทั้งผู้ปกครอง  ครู  นักเรียน  และครอบครัวได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  เพื่อตอกย้ำความสำเร็จดังกล่าว ในปี 2553 นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ได้ผนึกกำลังกับอีก 3 พันธมิตรเพื่อนบ้านบนถนนโยธี  และถนนพระรามที่ 6 ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมทรัพยากรธรณี  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   และคณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  กระทรวงศึกษาธิการ  จัดงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ  ปี 2553”  ขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2553  โดยทั้ง 4 กระทรวง ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้  เสริมสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์  พัฒนาความคิด  ในรูปแบบของสถานีแห่งการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งถือเป็นห้องเรียนเคลื่อนที่  โดยในปีนี้ มีมากกว่า 100 กิจกรรม  ใน 45 สถานีการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง บนถนนสายวิทยาศาสตร์แห่งนี้
               ด้าน ดร.สุจินดา  โชติพานิช  ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวเพิ่มเติมว่า  เนื่องด้วยในปี 2553 นี้ องค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็น ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Year of Biodiversity) ใน 45 สถานีบนถนนสายวิทยาศาสตร์ ปี 2553 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะมีกิจกรรมที่ร่วมฉลองปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ  เพื่อให้ความรู้แก่น้องๆ เยาวชน  อาทิ นิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพ  โดยพบกับสัตว์จริงนำมาจัดแสดง  และสาระในแต่ละกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติ  ผ่านการทดลองและเล่นเกมบิงโกสัตว์  ผีเสื้อกระดาษ  กลางคืน-กลางวัน  ที่คั่นหนังสือทำมือ  ใช้กระดาษจากธรรมชาติ  และข้อมูลเกี่ยวกับผีเสื้อคุ้มครอง  หรือกิจกรรมเดี่ยวหรือคู่ช่วยบอกที  ฝึกแยกพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใจเลี้ยงคู่ โดยการแยกจากดอกใบ  รวมทั้งยังมีกิจกรรมสถานีการทดลอง  การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ในทุกๆ ด้าน  ทั้งชีววิทยา  เคมี  ฟิสิกส์  ดาราศาสตร์  ความรู้พื้นฐาน  รวมถึงคณิตศาสตร์  เป็นหลากหลายความรู้ที่เยาวชนไทยไม่ควรพลาด  โดยทุกหน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  และหน่วยงานผู้ร่วมจัดงาน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมที่จะสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนาน
               สำหรับกรมทรัพยากรธรณี  ได้จัดแสดงไดโนเสาร์ กว่า 20 สายพันธุ์ พร้อมกิจกรรมความบันเทิงหลากหลาย อาทิ สอนการพับกระดาษเป็นรูปไดโนเสาร์  และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ร่วมจัดงานในวันที่ 9 มกราคม  โดยจัดกิจกรรม 4 สถานี ได้แก่ ผจญภัยในโลกกว้าง  ตามล่าหาความจริงความลับของ (ยอด) มนุษย์ และลองทำดู หนูทำได้  พร้อมรับของแจกของรางวัลมากมายตลอดงาน
               ด้าน ดร.พิชัย  สนแจ้ง  ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า อพวช. ยังได้จัดกิจกรรมเตรียมการสาธิตเทคโนโลยีหุ่นยนต์  และการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ที่เป็นที่ชื่นชอบของเยาวชน ณ เวทีกลางทุกวัน  และในฐานะผู้ประสานการจัดงานถนนสายวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้  อพวช. ได้เตรียมเกม Passport เป็นหนังสือเดินทางบนถนนสายวิทยาศาสตร์ ที่ท้าทายความสามารถของน้องๆ ในการเดินทางและเรียนรู้ให้ครบทุกสถานี เพื่อรับรางวัลที่เต้นท์ อพวช. ซึ่งจัดเตรียมไว้มากกว่า 10,000 รางวัล โดยทุกปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากเยาวชนน้องๆ เป็นจำนวนมาก
               ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวเชิญชวนให้น้องๆ เยาวชน และโรงเรียนที่สนใจสามารถมาเที่ยวชมงานถนนสายวิทยาศาสตร์ ได้ตั้งแต่วันที่ 6-9 มกราคม 2553 เปิดให้เที่ยวชมตั้งแต่ 09.00-18.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และขอเชิญชวนพ่อแม่ พาลูกๆ มาเป็นครอบครัวเที่ยวงานถนนสายวิทยาศาสตร์  เพื่อให้เยาวชนไทย  ได้สัมผัสกับการเรียนรู้ที่ไม่มีในตำราเรียน  เปิดโลกทัศน์  เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนาน  นอกจากนี้ ในวันที่ 9 มกราคม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถนนพระรามที่ 6  , ที่จตุรัสสแคว์ ปทุมวัน  และที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 ปทุมธานี
               สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเดินทางมาเที่ยวชมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  ตั้งแต่วันที่ 6-9 มกราคม เวลา 09.00-18.00 น. โดยสามารถเดินทางได้ทั้งรถโดยสารประจำทางสาย 8, 44, 67, 92, 97, ปอ.44, ปอ. 157, ปอ.171 , ปอ.509 , ปอ.538 หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือโรงเรียนสามารถติดต่อเพื่อเข้าร่วมงานกรุณาสอบถามได้ที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โทรศัพท์ 02577 9999 ต่อ 1829 และ 1830 หรือ CallCenter 1313

 

 

 

 

ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  โทร. 02 354 4466 ต่อ 118
ถ่ายภาพโดย : น.ส.สุนิสา  ภาคเพียร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  โทร. 02 354 4466 ต่อ 199

 

 

 

กระทรวงวิทย์ฯ จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับความมั่นคง

พิมพ์ PDF

นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมในพิธีฯ  พร้อมนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตอบโจทย์ภาครัฐและเอกชนในการช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  และจัดสัมมนาให้ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงอย่างไร  พร้อมชมนิทรรศการความก้าวหน้าผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย  ณ ห้องประชุมมัฆวานรังสรรค์  สโมสรทหาบก  ถนนวิภาวดี-รังสิต  กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552
 

 
              ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  ปัจจุบันเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยยังเป็นปัญหาต่อเนื่องและนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  ทำให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างช่วยกันหาวิธีแก้ไขเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มีชีวิตปกติสุข  ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เล็งเห็นปัญหาตรงนี้และคิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน่าจะมีส่วนช่วยได้  จึงนำเครื่องตัดสัญญาณรบกวนโทรศัพท์มือถือขนาด 3.0 วัตต์  รุ่น 3.0  หรือ T-Box 3.0 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง   และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและผู้บริหารประเทศ  มีการนำไปใช้งานได้จริงในภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ  ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมไร้สายและความมั่นคง  เนคเทค สวทช. ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม  ดำเนินการส่งมอบเครื่องตัดสัญญาณฯ จำนวน 88 เครื่อง  ให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนำไปใช้ในภารกิจรักษาความมั่นคงของประเทศในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
 

 

 

              การดำเนินงานในปัจจุบัน โปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเครื่องรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือและเครื่องควบคุมระยะไกลด้วยความถี่วิทยุ รุ่น 4 งานวิจัยและพัฒนาระบบบรอดแบนด์ไร้สายสำหรับกิจกรรมเพื่อความมั่นคง  การพัฒนาเกราะสำหรับกิจการด้านความมั่นคง  และการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ หรือ ThaiCERT ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติด้านเทคโนโลยีความมั่นคงสารสนเทศ  นอกจากนั้น โปรแกรมฯ กำลังมีแผนงานให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเครื่องรบกวนสัญญาณวิทยุสื่อสาร  และระบบติดตามกำลังผลผ่านวิทยุสื่อสารโทรคมนาคมทางการทหาร  ที่สำคัญคือ เป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีและการผลิตภายในประเทศที่สามารถตอบสอนการใช้งานในการแก้ไขปัญหาและลดค่าใช้จ่ายในด้านงบประมาณที่จะต้องใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
 

   

 

              สำหรับการบันทึกลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)  ในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในด้านความมั่นคง  ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับยุทโธปกรณ์  เพื่อนำมาใช้สำหรับด้านความมั่นคงทางทหาร  และการให้ความร่วมมือกับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. และ ศอ.บต. ในการจัดทำแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยส่งเสริมและสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ภายใต้กรอบนโยบายเสริมสร้างสันติสุข  ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต  สร้างรายได้  ลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่รวมทั้งสร้างความตระหนักและพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนในพื้นที่เพื่อให้เป็นสังคมฐานความรู้  อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านความมั่นคงและการพัฒนาของประเทศต่อไป
              โดยขอบเขตความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  จะให้ความร่วมมือกับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงและแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  และการจัดทำแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยส่งเสริมและสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต  สร้างรายได้  ลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่  รวมทั้งสร้างความตระหนักและพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนในพื้นที่เพื่อให้เป็นสังคมฐานความรู้

 

   

 

 

ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 118 , 120
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail : 
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ถ่ายภาพโดย : น.ส.สุนิสา  ภาคเพียร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 199
                       โทรสาร 02-354-3763

 

 

 

การใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และพิธีลงนามรับรองฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิต (LCI database)

พิมพ์ PDF

ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานเปิดการสัมมนาและพิธีลงนามสัญญาการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์  และพิธีลงนามรับรองฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิต (LCI database) สำหรับกลุ่มก๊าซธรรมชาติและการขนส่งโดยรถบรรทุก  จัดโดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับองค์การจัดการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ โรงแรมสยามซิตี กรุงเทพฯ (เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552)
 

 

 

 

 

             ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  กล่าวว่า  การทำมาหากินทุกวันนี้  ดูเหมือนว่าจะมีกระบวนการต่างๆ มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตมากขึ้น  และวันนี้วัฏจักรของวัสดุที่นำมาผลิตต้องมีความเชื่อถือได้  ต้องขอขอบคุณ เอ็มเทค ที่รวบรวมข้อมูลเหล่านี้  และทุกหน่วยงานทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสิ่งแวดล้อม  หรือการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย  เห็นความสำคัญและเริ่มสนับสนุนให้ทำงานในเรื่องนี้มาก่อน ของ ASEAN  การที่ได้ทำงานมาก่อน 3-4 ปีจนกระทั่งได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ที่จะลงนามกันในวันนี้  จะมีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก  แม้แต่ต่างประเทศก็ยังไม่มีกฎหมายบังคับเรื่องที่มาของวัสดุที่จะนำมาผลิตสิ่งของในโรงงาน  ขณะนี้ต่างประเทศกำลังพิจารณาในการออก ISO 14067  คงจะใช้บังคับในโอกาสต่อไป  เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับโรงงานและผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ลงทุนจากต่างประเทศก็พร้อมที่จะทำตาม EIA และ SIA ทำตามกฎกติกา ปัญหาคือต้องมีความน่าเชื่อถือและถูกต้อง  
             ปัญหาที่เราจะมาพูดคุยกันในวันนี้ เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ทั่วโลก ผู้นำของประเทศต่างๆ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ  ตามสภาพปัญหาและสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ  แต่ทุกคนเต็มใจและตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากน้อยตามความสามารถเพื่อลดภาวะเรือนกระจกของโลก  ประเทศไทยเอง ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ประเทศไทยอาสาที่จะลดก๊าซเรือนกระจก ใน 2 เรื่อง คือ เรื่องพลังงานทดแทน ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะใช้พลังงานทดแทน  ขณะนี้ 8% ของพลังงานที่ใช้อยู่  เพิ่มเป็น 20 % เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 11  หรือ 5-6 ปีข้างหน้า  และจะเพิ่มพื้นที่ป่า จาก 30% ในปัจจุบันให้เป็น 40% เพราะต้นไม้เป็นสิ่งเดียวที่จะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ตลอดชีวิตของต้นไม้ที่โตขึ้น  เป็นการดูดก๊าซเรือนกระจกโดยตรง  นอกจากนี้  ดิฉันคิดว่าคนไทยก็ตื่นตัว  เพราะหลายๆ องค์กรก็รณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน  ลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมการปลูกต้นไม้  และลดการใช้พลาสติกต่างๆ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ได้ทำเรื่องพลังงานทดแทนในหลายๆ ด้านมาหลายปีแล้วเช่นเดียวกันกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์  เราจะส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เพื่อการลดภาวะเรือนกระจก เรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เรามีข้อมูลถึง 307 วัสดุ  และอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลอีก 80 วัสดุ  ถ้าเราไม่มีเครื่องหมายนี้ในอนาคตบริษัทก็จะขายของให้กับต่างประเทศไม่ได้  เพราะเริ่มมีกฎกติกามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าโรงงานใหญ่หรือเล็กก็จะเกี่ยวข้องกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งสิ้น
 

 

 

            รองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์  อุดมกิจเดชา  ผู้อำนวยการ เอ็มเทค  กล่าวว่า  เอ็มเทค และหน่วยงานพันธมิตรมีความมุ่งหวังให้ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ภาคอุตสาหกรรม  ภาครัฐ  ภาคการศึกษา และภาคการวิจัยของไทย  จะนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจ (EcoProduct) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอด วัฏจักรชีวิต (LCA) การส่งเสริมให้เกิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) การกำหนดนโยบายของภาครัฐ และประยุกต์ใช้ในงานด้านอื่น ๆ อาทิ การขอรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อันจะส่งผลให้ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล  มีการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม  ควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลกด้วย
             ปัจจุบันเอ็มเทคและหน่วยงานพันธมิตร  พยายามผลักดันให้เกิดการนำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำโปรแกรมสำเร็จรูปด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์เป็นภาษาไทย  เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ใช้ประโยชน์การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์  (Carbon Footprint) ของผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค
             การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจ (EcoDesign and EcoProduct) โดยจัดตั้งเป็น Excellent Center on  EcoProduct Development  นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในด้าน LCI, LCA, Carbon Footprint  และ EcoDesign ด้วย  โดยใน 2 ปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม Regional Workshop ไปแล้ว 2 ครั้ง มีผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 80 คน จาก 8 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน  และในปีนี้ คาดว่าจะมีโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อบ้านในการที่จะส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้และการดำเนินงานด้าน LCA จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าทั้งการขอรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์  การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจ หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต่างต้องใช้ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตเป็นพื้นฐาน  ดังนั้น  เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิต  เอ็มเทค และหน่วยงานพันธมิตรในฐานะผู้รับผิดชอบหลักในการจัดทำฐานข้อมูล  จึงได้ดำเนินการที่เรียกว่า “Critical Review แบบ Panel Discussion” ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบความสมบูรณ์และเพิ่มความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูล  โดยมีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการตรวจสอบและรับรองฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศไทย” ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม  ผู้แทนจากภาคการวิจัย ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและให้การรับรองฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตที่จัดทำขึ้น  โดยปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จในส่วนของฐานข้อมูลกลุ่มก๊าซธรรมชาติและกลุ่มการขนส่งโดยรถบรรทุก  และในวันนี้ได้จัดให้มีการลงนามรับรองฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิต  เพื่อเป็นการประกาศให้สาธารณชนได้ทราบถึงความพร้อมของการนำฐานข้อมูลในกลุ่มก๊าซธรรมชาติและกลุ่มการขนส่งโดยรถบรรทุกไปใช้ประโยชน์  ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้วนมุ่งหวังให้การดำเนินงานในส่วนนี้ก่อให้เกิดฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ  สามารถนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ต่อไป
 

 

 

             ด้าน นายศิริธัญญ์  ไพโรจน์บริบูรณ์  ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า  การดำเนินงานการส่งเสริมคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในผลิตภัณฑ์  โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกได้มีความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ  ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อจัดทำเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในประเทศไทยโดยในวันนี้มี 16 บริษัทที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยก่อตั้งเป็นกลุ่มแรกใน ASEAN อาทิ บริษัท การบินไทยมหาชน จำกัด บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน) บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท เพรสซิเดนทีไรทช์โปรดัก จำกัด บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (ประเทศไทย)  จำกัด บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด บริษัท เอเชียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด บริษัท คาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ยางโอตานิ จำกัด บริษัท บางกอก แคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และบริษัท อีสเทิร์น โพลี แพค จำกัด
 

 

 

 

 

ผู้เขียนข่าว  :  นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 118 
                       โทรสาร 02-354-3763     E-Mail :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

ถ่ายภาพโดย : น.ส.สุนิสา  ภาคเพียร  โทร. 0-2354-4466 ต่อ 199
                       โทรสาร 02-354-3763

 

 

 

ก.วิทย์ฯ พร้อม “อัดแท่งชีวมวลลำไยค้างสต๊อค”

พิมพ์ PDF

 


          (24 ธันวาคม 2552) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะผู้ดำเนินโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต๊อคปี 2546 และ 2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล เปิดแถลงข่าวเปิดโครงการอย่างเป็น โดยเลือกโกดังธนบูรณ์เฟอร์นิเจอร์ อ.เมือง จ.ลำพูน หลัก กม.ที่ 61-62 เส้นทางเชียงใหม่-ลำปาง เป็นสถานที่เปิดตัวโครงการต่อสื่อมวลชน  หน่วยงานราชการในพื้นที่ และประชาชนที่สนใจ โดยมีนายทรงชัย        วงศ์สวัสดิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนให้เกียรติกล่าวต้อนรับ และร่วมในพิธี

         นางนิตยา  พัฒนรัชต์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการรีไซเคิลลำไยค้างสต๊อคฯ ในครั้งนี้ กล่าวว่า “หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการทำลายลำไยองแห้งปี 2546 และ 2547 จำนวน 46,800 ตัน ซึ่งเก็บอยู่ในโกดังสินค้า 60 แห่ง ในจังหวัดลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ และเชียงราย โดยให้แปรรูปหรือรีไซเคิลเป็นแท่งเชื้อเพลิงชีวมวล ภายในวงเงินงบประมาณ 80 ล้านบาท แล้วนั้น  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกัลป์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการดังกล่าว โดยมอบหมายให้หน่วยงานภายใต้เครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  เป็นผู้รับผิดชอบหลักร่วมกับสมาคมจักรกลไทย ซึ่งที่ผ่านมาระหว่างรองบประมาณดำเนินการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมความพร้อมแผนการดำเนินงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งวิศวกรสำรวจโกดังทั้ง 60 แห่ง การวางแผนจัดวางเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่  จัดเตรียมระบบไฟฟ้า และกำลังคน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้นำเกษตรกร  ประชาชน และส่วนราชการในพื้นที่เป็นอย่างดี”

 

           “นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังได้จัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกร และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการดังกล่าว ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 โดยได้รับความเอื้อเฟื้อสถานที่จัดประชุมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน มีผู้ร่วมประชุมในครั้งนั้นกว่า 200 คน  สำหรับการแถลงข่าว ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวโครงการฯ อย่างเป็นทางการหลังจากได้รับงบประมาณดำเนินการแล้ว และเป็นไปตามข้อตกลงที่ทำไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดย วัตถุประสงค์การแถลงข่าวในครั้งนี้  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ต้องการเปิดเผยการทำงานให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบถึงความตั้งใจที่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกร และปัญหาของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว  ซึ่งระยะเวลา 5 - 11 เดือนนับจากวันนี้ไป กระบวนการทำงานรีไซเคิลลำไยฯ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องและประชาชนสามารถรับรู้ ตรวจสอบได้ ทุกคนที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ คือ ตัวแทนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯยังมีโครงการดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรภาคเหนือในระยะยาว ต่อไป”  นางนิตยา กล่าวทิ้งท้าย

 

 
          การแถลงข่าวเปิดตัวโครงการรีไซเคิลลำไยฯ ในวันดังกล่าว กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลโครงการ ได้แก่ นายวีรชัย  อาจหาญ  จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  นายณรงค์ สกุลศิริรัตน์  อุปนายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย  พร้อมทั้งเชิญผู้แทนเกษตรกรจังหวัดลำพูน นางสาวอำไพ  ไชยพิจิตร  กล่าวถึงความคาดหวังของพี่น้องเกษตรกรภาคเหนือในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยเสนอโครงการขยายผลลำไยครบวงจรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างยั่งยืน ซึ่งมีรูปแบบแนวทางการสร้างความเข้มแข้งตั้งแต่การผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาลำไยแห่งชาติ  การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  การจัดตั้งหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ชุมชนต้นแบบนวัตกรรมลำไยไร้ของเสียและสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ตลอดไปจนถึงระบบการตลาด ซึ่งโครงการดังกล่าวจะดำเนินงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงพาณิชย์  กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงพลังงาน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

 

ข่าวโดย : เทียรทอง  ใจสำราญ 
สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี
โทร 0 2354 4466 ต่อ 633 โทรสาร 0 2354 3712
E-Mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
 

 
หน้า 268 จาก 347
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป