กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



ผลิตภัณฑ์ขัดผิวสมุนไพร

พิมพ์ PDF

ผลิตภัณฑ์ขัดผิวสมุนไพร     ปัจจุบันสปากำลังเปน็ ที่นิยมอยา่ งสูง ทั้งสปาแบบฝรั่ง และสปาแบบไทยแต่จากความเป็นจริงที่ว่าการใช้บริการในสถานประกอบการสปาประเภทต่างๆ นั้นมักจะมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องเสียเวลามาก จึงทำให้เกิดกระแสที่เรียกว่า “spa at home” หรือการทำสปาด้วยตนเอง โดยการซื้อผลิตภัณฑ์สปาต่างๆ กลับไปทำเองที่บ้าน ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในสปาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย หนึ่งในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ได้รับความนิยมมากคือ ผลิตภัณฑข์ ัดผิว ผลิตภัณฑข์ ัดผิวที่มีอยูใ่ นตลาดมีหลากหลายประเภท เช่น เกลือขัดผิว สมุนไพรขัดผิว ฯลฯ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีส่วนประกอบและสรรพคุณแตกต่างกันไป และในปัจจุบันเพื่อให้เข้ากับกระแสนิยม ผลิตภัณฑ์ขัดผิวเหล่านี้มักจะมีการผสมน้ำมันหอมระเหย และสมุนไพรต่างๆ ลงไปด้วย

 

     จากการที่ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) โดยสำนักเทคโนโลยีชุมชนได้มีการทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขัดผิวตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เกลือขัดผิว (มผช.260/2547) ขมิ้นขัดผิว (มผช. 349/2547) และมะขามขัดผิว(มผช. 450/2547) พบว่าผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งยังไม่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มผช. นั่นคือมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนด และไม่มีความคงสภาพเมื่อทดสอบตามวิธีที่กำหนดไว้ใน มผช. กรมวิทยาศาสตร์บริการจึงได้พัฒนาสูตรเกลือขัดผิวขึ้นมาโดยมีส่วนประกอบของดอกเกลือน้ำมันหอมระเหย สมุนไพร และอื่นๆ และกรรมวิธีการผลิตซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์นี้มีคุณภาพตามมาตรฐาน

 

     กรมวิทยาศาสตร์บริการได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(OTOP) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชุมชนต่างๆ ในหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม เพชรบูรณ์ ชลบุรี สุราษฏร์ธานี หนองคาย และพังงา นอกจากนี้ยังให้บริการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์ขัดผิวสมุนไพรตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกด้วย

 

ติดต่อเจ้าของผลงานได้ที่
นางสุบงกช ทรัพย์แตง
สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ
75/7 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0 2201 7301
โทรสาร : 0 2201 7102
E-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

 

 

ผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพร

พิมพ์ PDF

ผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพร     สบู่ หรือเกลือของกรดไขมัน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชำระล้างหรือทำความสะอาดร่างกาย เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง ไขมันหรือน้ำมัน กับสารละลายด่าง เกิดเป็นเกลือของกรดไขมัน หรือสบู่ เป็นผลิตภัณฑ์หลัก และกลีเซอรอลเป็นผลพลอยได้ ปัจจุบันมีการผลิตสบู่สมุนไพรของกลุ่มชุมชนต่างๆ อย่างมากมาย โดยอาศัยเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาที่สืบถอดมา โดยไม่ได้นำเอาวิทยาศาสตร์และระบบคุณภาพ เข้าไปใช้ในกระบวนการผลิต อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบคุณภาพ สบู่สมุนไพรถึงแม้จะมีส่วนประกอบของสมุนไพรที่มีจากธรรมชาติ แต่ส่วนประกอบหลักคือน้ำมัน และสารละลายด่างซึ่งสารละลายด่างนี้เป็นสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตจะต้องมีการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ควบคุมกระบวนการผลิตและมีการตรวจวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์สบู่ที่ผลิตได้ เพื่อให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

 

     กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) โดยสำนักเทคโนโลยีชุมชน ได้ศึกษาหาวิธีการที่จะทำให้ได้สบู่ที่มีสมบัติเป็นไปตามที่ มผช. กำหนด โดยได้กำหนดสูตรเพื่อให้สบู่มีร้อยละของปริมาณไขมันเพิ่มขึ้น และปรับให้ร้อยละของปริมาณไฮดรอกไซด์อิสระลดลง โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและปรับปรุงการผลิตสบู่สมุนไพร ให้กับชุมชนในจังหวัดต่างๆเช่น ลำปาง แพร่ เลย นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี
กรุงเทพมหานคร เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้บริการวิเคราะห์ทดสอบสบู่สมุนไพรตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) อันได้แก่ปริมาณไขมันทั้งหมด ปริมาณไฮดรอกไซด์อิสระ และปริมาณคลอไรด์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของสบู่

 

ติดต่อเจ้าของผลงานได้ที่
นางสุบงกช ทรัพย์แตง
สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ
75/7 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0 2201 7301
โทรสาร : 0 2201 7102
E-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

 

 

กระทรวงวิทย์ฯ โดย สวทช. นำวิทยาศาสตร์บูรณาการงานวิจัยพันธุกรรมนกเงือกสำเร็จ

พิมพ์ PDF

 

 

 

     ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานงานแถลงข่าว  นกเงือกจะสูญพันธ์หรือไม่ งานวิจัยพันธุกรรมนกเงือก จะมีส่วนช่วยอนุรักษ์นกเงือกได้อย่างไร  โดยมี รศ.นพ.ประสิทธิ์  ผลิตผลการพิมพ์  รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ศ.ดรพิไล  พูลสวัสดิ์  และคณะวิจัย  จากคณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  ร่วมแถลงข่าว  ณ ห้องโถงชั้น 1  อาคารพระจอมเกล้า  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  วันที่ 22 มกราคม  2553

            ดร.คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า  เป็นที่น่ายินดียิ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์เห็นถึงความสำคัญในการศึกษาโครงสร้างทางพันธุกรรม และสภาพทางนิเวศถิ่นอาศัยของประชากรนกเงือก  เนื่องจากว่านกเงือกเป็นสัตว์ที่มีบทบาทเด่นเป็นอย่างมากในระบบนิเวศป่า คือ เป็นตัวช่วยกระจายพันธุ์ไม้ (Seed disperser ) ที่ช่วยรักษาความหลากหลายของของพืช  ซึ่งในปัจจุบันประชากรนกเงือกมีจำนวนลดลง จนน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงเข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ ไม่เพียงแต่นกเงือกเท่านั้นยังรวมไปถึง พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ  ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการต่อยอดงานวิจัยเพื่อนำประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าวมาใช้ตลอดจนการจัดการ และการฟื้นฟูทรัพยากร เป็นต้น

 

            รศ.นพ.ประสิทธิ์  ผลิตผลการพิมพ์  รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  กล่าวว่า  เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างกว้างขวางและปราศจากแบบแผนที่ถูกต้อง  ทำให้สิ่งมีชิวิตต่างๆในโลกนี้เกิดภัยคุกคาม  สัตว์ต่างๆ หลายชนิดได้สูญพันธ์  ประชาคมโลกได้พยายามอย่างมากที่จะอนุรักษ์และจัดการกับทรัพยากรชีวภาพ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นแหล่งต้นทุนทางธรรมชาติ   สวทช. เห็นความสำคัญเรื่องการผลักดันอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติจึงได้สนับสนุนกลุ่มวิจัยพัฒนานกเงือก  การสนับสนุนนี้อยู่ภายใต้โครงการทุนส่งเสริมนักวิจัยอาชีพ โดยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนชื่อโครงการว่า ลักษณะพันธุกรรมประชากร และสถานภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเงือกในพื้นที่ผืนป่า และหย่อมป่าในประเทศไทย โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความห่วงใยว่า นกเงือกเป็นเครื่องหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า เพราะนกเงือกจำเป็นต้องทำรังในต้นไม้ขนาดใหญ่  แสดงถึงความหลากหลายในชีวภาพในบริเวณนั้นว่ามีมาก  สำหรับโครงการวิจัยนี้ประกอบด้วยนักวิจัยไทยที่ร่วมกันหลายสถาบัน  นำโดย ศ.ดรพิไล  พูลสวัสดิ์  จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานด้านนกเงือกมาเป็นเวลากว่า 30 ปี  โดยมีงบประมาณสนับสนุนกว่า 15 ล้านบาท  ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ศ.ดร.พิไล  พูลสวัสดิ์  และคณะวิจัย  ได้นำเทคโนโลยีการศึกษาวิจัยทรัพยากรชีวภาพทั้งในด้านพันธุกรรม  นิเวศวิทยา  การสำรวจระยะไกล  และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาบูรณาการในการศึกษานกเงือกในถิ่นอาศัยที่มีสภาพเป็นผืนป่า  และหย่อมป่าทั่วประเทศ  จนสามารถสร้างความเข้าใจของสถานภาพและอนาคตของนกเงือกในประเทศไทย  ตั้งแต่ระดับพันธุกรรม  ประชากร  จนกระทั่งถึงระดับระบบนิเวศ อาทิ การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของนกเงือก  การสร้างเครื่องหมายโมเลกุลของนกเงือกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  และการวางระบบนับนกเงือกอย่างจริงจัง เพื่อใช้ทำนายสถานภาพถิ่นที่อยู่อาศัย  และความเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ เป็นต้น

           

ทั้งนี้  จากการบูรณาการของโครงการวิจัย  ตั้งแต่การนำเทคนิคหรือเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์จนก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่  ไปสู่การฝึกอบรมชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่  ศ.ดร.พิไล  พูลสวัสดิ์  และคณะ  ได้ขยายผลให้เกิดโครงการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนกเงือกอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ  โครงการอุปการะครอบครัวนกเงือก  โครงการปรับปรุงรังนก  โครงการสร้างโพรงเทียมสำหรับนกเงือก  อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์   ฟื้นฟูนกเงือกและถิ่นอาศัยอย่างเป็นระบบต่อไป

 

            ด้าน ศ.ดรพิไล  พูลสวัสดิ์  กล่าวถึงโครงการอนุรักษ์นกเงือกกับชุมชนว่า ที่บูโด-สุไหงปาดี แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก แก้ปัญหาเร่งด่วน เป้าหมายก็คือ เพิ่มประชากรของนกเงือกให้ได้ หยุดการล่าโดยการเข้าไปคุยกับพราน  ขอความร่วมมือและฝึกชาวบ้านให้เป็นผู้ช่วยวิจัย ซึ่งได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดี ผลจากความร่วมมือ คือได้รับข้อมูลมากมาย อย่างเช่น การทำรัง ตำแหน่งของรังซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญอย่างมาก  และเนื่องจากต้นไม้ถูกตัดไปมากจึงได้ร่วมกับภาควิชาออกแบบ  มหาวิทยาลัยศิลปากรติดตั้งกรงเทียม ปัจจุบันนกเงือกได้ใช้กรงเทียมกว่า 20 %   ระยะที่ 2 คือ การแก้ปัญหาระยะยาว เป้าหมาย คือ การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน เราต้องเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของชาวบ้าน เปลี่ยนจากหมู่บ้านที่ล่านกเงือกส่งขายเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์นกเงือก   และขั้นตอนที่สำคัญคือถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนโดยเรามีค่ายเยาวชนที่ให้ความรู้เกี่ยวกับนกเงือกและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการปีละ 500 คน

 

            ศ.ดร.พิไล  พูลสวัสดิ์   กล่าวต่อว่า  ผลจากการดำเนินโครงการที่ได้รับทุนการวิจัย 5 ปี ปรากฏว่า ที่เขาใหญ่ได้ลูกนกเงือกถึง 500 ตัว ที่ห้วยเขาแข้ง 230 ตัว คิดเป็น 62 %  ที่บูโด-สุไหงปาดี 200 ตัว คิดเป็น 45 %  นอกจากนี้งานวิจัยภายใต้โครงการนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับโครงการวิจัยอื่นๆ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ผู้เขียนข่าว : นางสาวอุษา  ขุนเปีย  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  โทร 0 2354 4466 ต่อ 120

ถ่ายภาพโดย : นางสาวสุนิสา  ภาคเพียร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  โทร 0 2354 4466 ต่อ 199

 

           

 

 

 

เทคโนโลยีการผลิตเยลลี่ผัก เยลลี่ผลไม้ และเยลลี่สมุนไพร

พิมพ์ PDF

เทคโนโลยีการผลิตเยลลี่ผัก เยลลี่ผลไม้ และเยลลี่สมุนไพร     เยลลี่ (Jelly) ที่มีการผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำผลไม้เพียงปริมาณเล็กน้อย แต่จะเต็มกลิ่น รส และสีสังเคราะห์ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการมากนัก จะได้เพียงส่วนของน้ำตาลซงถ้าบริโภคบ่อยอาจเป็นปัญหาเกิดโรคอ้วนได้ง่าย    
     กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ใช้องค์ความรู้ทางเทคโนโลยีอาหารในการศึกษาพัฒนาสูตร เยลลี่ผัก  เยลลี่ผลไม้ และเยลลี่สมุนไพร ซงได้ผลดี และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ผลิตในชุมชน เช่น เยลลี่แครอท เยลลี่มะม่วง เยลลี่ผลหม่อน เยลลี่มะนาว เยลลี่น้ำตาลสด เยลลี่ใบบัวบก

 

ติดต่อเจ้าของผลงานได้ที่
นางวรรณดี มหรรณพกุล
สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ 
75/7 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศพท์ : 0 2201 7420,7415
โทรสาร  : 0 2201 7102
E-mail  : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน      

 

 

 

 

ลูกไม้เซรามิก

พิมพ์ PDF

ลูกไม้เซรามิก

     ลูกไม้เซรามิกคือเซรามิกที่มีรูปลักษณะใกล้เคียงกับผ้าลูกไม้มีรูปทรง และลวดลายที่มีความซับซ้อน ละเอียด และประณีต ลูกไม้เซรามิก จึงมักได้รับการประเมินให้มีคุณค่าสูง เหมาะสำหรับใช้ตกแต่งผลิตภัณฑ์เซรามิกประเภทเครื่องประดับ เช่น เสื้อที่ใช้ตกแต่งตุ๊กตา โป๊ะของโคมไฟ และวัสดุตกแต่งกรอบรูป เทคโนโลยีการทำและตกแต่งด้วยลูกไม้เซรามิกได้ถูกพัฒนาและเปิดเผยในประเทศโดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนแต่ต้องมีความละเอียดปราณีตเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์ ลูกไม้เซรามิกจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบ และมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์เซรามิกของไทย

 

ติดต่อเจ้าของผลงานได้ที่
นางพิมพวัลค์ุ วัฒโนภาส
สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ
75/7 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0 2201 7397 (ติดต่อ ดร.สายจิต ดาวสุโข)
โทรสาร : 0 2201 7393
E-mail : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

 

 
หน้า 268 จาก 360
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป