กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาษาไทยEnglish
หน้าหลัก

แหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และอื่นๆ.



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคาร "สิรินธรวิชโชทัย"

พิมพ์ PDF

 

            สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  จังหวัดนครราชสีมา  โดยมี ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ดร.พรชัย  รุจิประภา  ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช  ธัชยพงษ์  ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  และรองศาสตราจารย์ ดร.ประยูร  ส่งสิริฤทธิกุล  รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากร ร่วมถวายการต้อนรับ
            อาคารปฏิบัติการหลังนี้  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พระราชทานชื่ออาคารว่า “สิรินธรวิชโชทัย” อันมีความหมายว่า “แสงแห่งความดีงาม ความเจริญรุ่งเรืองด้านวิทยาการ” เป็นอาคารสูง 4 ชั้น  สร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องปฏิบัติการและทดลองทางวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรม  ห้องปฏิบัติงานกลุ่มนักวิจัย  ห้องสมุด  ห้องประชุมสัมมนา ห้องพักกลุ่มผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอน  และการปฏิบัติงานทั่วไป  มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 16,408 ตารางเมตร
            ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “อาคารสิรินธรวิชโชทัย”  ทรงปลูกต้นจำปีสิรินธร  ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร  จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินภายในอาคาร  เพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการและรับฟังการถวายรายงานจากผู้ได้รับทุนโครงการนักศึกษาภาคฤดูร้อนเดซี  ประจำปีพุทธศักราช 2553  โครงการนักศึกษาและครูสอนฟิสิกส์  ภาคฤดูร้อนเซิร์น ประจำปีพุทธศักราช 2553
 

 

            จากนั้นเสด็จฯ เข้าสู่ภายในอาคารห้องปฏิบัติการแสงสยาม  ทรงประทับพระราชอาสน์  รับฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนในงานวิจัยยาง อัญมณี  และด้านเกษตร”  โดยศาสตราจารย์ โจเชฟ  โฮมส์  ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษานานาชาติ  สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน
            ทรงประทับเป็นประธานสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กับห้องปฏิบัติแสงซินโครตรอนต่างประเทศสามแห่ง  คือ SOLEIL Synchrotron Facility ประเทศฝรั่งเศส  Canadian Light Source ประเทศแคนาดา  และ High  Energy Accelerator  Research Organization ประเทศญี่ปุ่น
            จากนั้น เสด็จพพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานวิจัยของสถาบันฯ ซึ่งร่วมกับนักวิจัยจากทั่วประเทศ อาทิ การศึกษาธาตุทองแดงในลูกปัดแก้วโบราณที่พบในประเทศไทยด้วยเทคนิคการดูดกลืน รังสี เอกส์  การศึกษาพฤติกรรมของน้ำรอบไอออน  และงานวิจัยไมโครฮีตเตอร์สำหรับเซนเซอร์และตัวขับเร้าด้วยเทคนิคไมโครแมชชี นนิ่ง เป็นต้น
            และเสด็จพระราชดำเนินทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายเปิดระบบลำเลียงแสงที่ 4  ของห้องปฏิบัติการแสงสยาม  ด้านเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกส์ ณ ช่วงขณะเวลาใด ๆ (Time-resolved X-ray Absorption Spectroscopy) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน  สถานีทดลองนี้ถูกออกแบบให้ใช้ผลึกทรงโค้งเพื่อคัดแยกความยาวคลื่นช่วงรังสี เอกซ์จากแสงซินโครตรอน  ประกอบกับการใช้แถบหัววัดชนิดสารกึ่งตัวนำ  เพื่อบันทึกค่าการดูดกลืนแสงเอกซ์พร้อมแจกแจงค่าพลังงาน  ซึ่งเป็นการร่นระยะเวลาที่ใช้ในการบันทึกสเปกตรัมการดูดกลืนรังสืเอกซ์ลง อย่างมากเมื่อเทียบกับระบบทั่วไป  ซึ่งอาศัยการบันทึกทีละค่าพลังงาน  ด้วยเทคนิคดังกล่าวจะทำให้เราสามารถทำการวิจัยบนสารตัวอย่างที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว ณ ขณะเวลาใดๆ ได้ อาทิเช่น  การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาในเซลล์เชื้อเพลิง และแบตเตอรี่ เป็นต้น
            ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการแสงสยาม  สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  สามารถให้บริการแสงซินโครตรอนสำหรับนักวิจัยทั่วประเทศ  โดยผลิตแสงซินโครตรอนจากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน  ซึ่งเป็นระบบเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็คตรอน  และวงกักเก็บอิเล็คตรอนขนาดพลังงาน 1.2 GeV (จิกกะอิเล็กตรอนโวลต์) มีระบบลำเลียงแสงที่ติดตั้งแล้วเสร็จ จำนวน 5 ระบบ  และอยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบ  และก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 2 ระบบ  ในงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  หลากหลายสาขาวิชา เช่น ฟิสิกส์  เคมี  ชีววิทยา  วิทยาศาสตร์ประยุกต์  และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  วิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรมแผนใหม่  รวมถึงการใช้ประโยชน์ด้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  วัสดุศาสตร์  สารกึ่งตัวนำและสารตัวนำยิ่งยวด เป็นต้น

 

 

            โดย  ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กราบบังคมทูลถวายรายงานการดำเนินงานของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ว่า  สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1. วิจัยเกี่ยวกับแสงซินโครตรอนและการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน  2. ให้บริการแสงซินโครตรอนและเทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน 3. ส่งเสริมการถ่ายทอดและการเรียนรู้เทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน
            แสงซินโครตรอนที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หลากหลายสาขาวิชา  เช่น ฟิสิกซ์  เคมี  ชีววิทยา  วิทยาศาสตร์ประยุกต์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  วิทยาศาสตร์การแพทย์ และเภสัชกรรมแผ่นใหม่  รวมถึง การใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  วัสดุศาสตร์ สารกึ่งตัวนำ  และสารตัวนำยิ่งยวด เป็นต้น
            ปัจจุบันสามารถให้บริการแสงซินโครตรอนสำหรับนักวิจัยทั่วประเทศ  โดยผลิตแสงซินโครตรอนจากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน  ซึ่งเป็นระบบเครื่องเร่งอุนภาคอิเล็คตรอน  และวงกักเก็บอิเล็คตรอนขนาดพลังงาน 1.2 GeV (จี-อี-วี) มีระบบลำเลียงแสงที่ติดตั้งแล้วเสร็จ  จำนวน 5 ระบบ และอยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบ  และก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 2 ระบบ
            สำหรับ อาคารสิรินธรวิชโชทัยนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  พระราชทานชื่ออาคาร “อาคารสิรินธรวิชโชทัย”  ซึ่งมีความหมายว่า “แสงแห่งความดีงามความเจริญรุ่งเรืองด้านวิทยาการ”  อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นสำหรับเป็นห้องปฏิบัติการและทดลองทางวิทยาศาสตร์  ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรม  ห้องปฏิบัติงานกลุ่มนักวิจัย  ห้องสมุด  ห้องประชุมสัมมนา ห้องพักกุล่มผู้ใช้บริการแสงซินโครตรอน  และการปฏิบัติงานทั่วไป  ออกแบบโดยบริษัท แปลน อาคิเต็ค จำกัด  ควบคุมการก่อสร้างโดย บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน) มีจำนวน 4 ชั้น  และมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 16,408 ตารางเมตร

 

 

ภาพข่าวโดย : นางสาวสุนิสา ภาคเพียร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทร. 02-333-3732

 

รมว.วท.และผู้บริหารทุกหน่วยงาน ไปมอบของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.นครราชสีมา

พิมพ์ PDF

      ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด นำถุงยังชีพไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และมอบเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ เพื่อใชัในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม บริเวณสี่แยกชุมชนบ้านประโดก อ.เมือง จ.นครราชสีมา  เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553
     โดยสิ่งของในถุงยังชีพ  เป็นผลงานวิจัยของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ    

 

 

 

ภาพข่าวโดย : นางสาวสุนิสา ภาคเพียร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทร. 02-333-3732

 

รมว.วท.เป็นประธานเปิดค่ายวิทยาศาสตร์แสงสยามครั้งที่ 7

พิมพ์ PDF

 

 

 

 

 

รมว.วิทย์ฯ ระดมนักวิทย์ฯ นำเทคโนโลยีช่วยน้ำท่วมทั้งระยะเร่งด่วนและฟื้นฟู

พิมพ์ PDF

               ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีเข้าช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมทั้งระยะเร่งด่วนและการฟื้นฟูภายหลังน้ำลด  ในระยะแรกจัดทัพอุปกรณ์และเครื่องอุปโภคบริโภคจากผลงานวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานในสังกัด อาทิ ข้าวกระป๋องพร้อมแกงสำเร็จรูปจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ  เครื่องกรองน้ำสะอาดและจักรยานน้ำ จาก วว. มุ้งนาและโลชั่นกันยุงนาโน จาก นาโนเทค สวทช. Nectec จะถ่ายทอดความรู้ในการสร้างเครื่องชาร์จแบตเตอรี่มือถืออย่างง่าย   และไบโอเทคจะฝึกอาชีพการแปรรูปอาหารให้ได้คุณภาพ  และหลังน้ำลดหากมีปัญหายุงในพื้นที่ก็จะนำสารชีวินทรีย์ปราบลูกน้ำยุงลายเข้าให้การช่วยเหลือในพื้นที่ต่าง ๆ (เมื่อวันที่ 22  ตุลาคม  2553)
 

 

                 ดร.วีระชัย  วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า  ในระยะเร่งด่วนซึ่งผู้ประสบภัยน้ำท่วมเกิดปัญหาในเรื่องอาหารและที่อยู่อาศัย  ตลอดจนโรคอันเกิดจากยุงหรือแมลงต่าง ๆ ได้สั่งการให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ  ซึ่งมีเทคโนโลยีข้ากระป๋องพร้องแกงสำเร็จรูปในถุงพิเศษบีบลงไปรับประทานได้ทันที  ขณะนี้มีอยู่ 2000 กระป๋อง  และกำลังเร่งผลิตต่อให้ทันกับความต้องการ  วว. นำอุปกรณ์เครื่องกรองน้ำสะอาด สามารถกรองน้ำได้ 100 คิวต่อวัน  กำลังการผลิตดังกล่าวสามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้ประมาณ 100 หลังคาเรือน  เครื่องกรองน้ำกรอย  30  คิวต่อวัน  ซึ่งสามารถทำเป็นโมบายยูนิตผลิตน้ำและแจกจ่ายต่อตามศาลากลางจังหวัด  และจักรยานน้ำซึ่งสามารถถีบได้บนน้ำ เพื่อใช้ทดแทนเรือ  ส้วมฉุกเฉินทำจากกระดาษลูกฟูก  รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม  ปัจจุบันส่งขายไปแล้วทั่วโลก  รวมไปถึงน้ำยาแก้น้ำกัดเท้าหลังน้ำลดซึ่งมีอยู่ประมาณ 10000  หลอด  และ สวทช. น้ำรถสื่อสารฉุกเฉินเพื่อสังคมไทยเพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยที่ถูกตัดขาดจากการสื่อสาร  นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีมุ้งและโลชั่นกันยุง  เพื่อเสริมความช่วยเหลือโดยมุ้งนาโนดังกล่าวผสมสารสกัดเลียนแบบ “เก๊กฮวย-ดาวเรือง”  ฆ่ายุงตามจากเส้นใยภายใน 6 นาที  ทำได้ทั้งแบบเคลือบและผสมลงในเส้นใย ไม่เป็นอันตรายต่อคน  เพราะมีตัวรับสารต่างจากแมลงและเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก  สามารถทนต่อการซักล้างมากกว่า 30 ครั้ง (ราคาประมาณ 200 บาทต่อหลัง)  ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1000 หลัง  ส่วนโลชั่นกันยุงสูตรสมุนไพรที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้หอม  น้ำมันแมงลัก  และน้ำมันหญ้าแฝก  ป้องกันยุงได้นานด้วยเทคโนโลยีอนุภาคขนาดนาโน  และไม่เป็นพิษต่อผู้ใช้  เหมือนยากันยุงเคมีทั่วไป  ซึ่งทำจากสารเคมีและมักมีส่วนผสมของดีท (DEET) ซึ่งมีความเป็นพิษ ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์และเด็กเล็ก
               สำหรับรถสื่อสารฉุกเฉินเพื่อสังคมไทย  ซึ่งมีคุณสมบัติเพื่อนำเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยพิบัติ  รองรับการเคลื่อนย้ายทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์ มีความสามารถลุยน้ำได้ลึกสุดถึง 70 ซ.ม.  ความสามารถในการวิ่งที่ลาดชันในการปีนเขาด้วยมุมสูงสุด 40 องศา  มีระบบเครื่องกำเนิไฟฟ้าและปั่นไฟ  ตลอดจนอุปกรณ์แปลงและสำรองไฟในตัวเองรวมถึงระบบการสื่อสารที่รองรับการเชื่อมชุมสายโทรศัพท์  ทั้งระบบอนาล็อกและดิจิทัลแบบมีสายและไร้สาย  รวมถึงมีระบบคอมพิวเตอร์พกพาที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต  ขณะนี้ใช้ปฏิบัติงานอยู่ที่โคราช 1 คัน อีก 2 คันอยู่ที่สภากาชาดไทย  มีระบบอ่านเว็บผ่านมือถือ ด้วย

 

   

 

 

ภาพข่าวโดย : นางสาวสุนิสา ภาคเพียร กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทร.02-3333732

 

 

รมว.วท.เป็นประธานเปิดการเสวนา คุยกัน...ฉันท์วิทย์ “คนรุ่นใหม่ไม่ตกเทรนด์..เทคโนโลยี 3G”

พิมพ์ PDF

 

         (22 ตุลาคม 2553)  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโครงการเสวนา คุยกัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร  โดยมี ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานแถลงข่าวและเปิดการเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์ สัญจร ในหัวข้อ  “คนรุ่นใหม่ไม่ตกเทรนด์..เทคโนโลยี 3G” พร้อมทั้งคุณอติรุฒม์  โตทวีแสนสุข   กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ และกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ นักวิจัยจากหน่วยงานปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมไร้สายและความมั่นคง (เนคเทค) อาจารย์พิรุณ  ไพรีพ่ายฤทธิ์ จากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และศิลปินจากอคาเดมีแฟนตาเซีย AF  ที่จะมาให้ความรู้และความบันเทิง ณ True Digitalpark ชั้น 4 อาคาร Digital Gateway สยามสแควร์ ซอย 4 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยได้พบปะพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ ที่มีประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน

 

 

                         ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล  รัฐมนตรีว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ความสำคัญในนโยบายการสร้างความรู้ ความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องวางรากฐานตั้งแต่เด็กและเยาวชน เพื่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ จึงได้จัดกิจกรรม เสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์ สัญจร ให้เป็นเวทีที่สร้างโอกาสในการสื่อสารเรื่องราวข้อมูล ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป โดยมีรูปแบบให้เยาวชนและประชาชนที่สนใจ มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม   เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเข้าถึงกลุ่มเยาวชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงได้ร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนสถานที่ในการจัดกิจกรรม ณ True Digitalpark สยามสแควร์ ซอย 4 ซึ่งเป็นศูนย์รวมของกลุ่มเยาวชนไทยรุ่นใหม่ ที่ใฝ่หาความรู้ ความก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ และถือเป็นถิ่นความรู้ของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

 
                 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างปัญญาในสังคม สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมฐานความรู้ ดังนั้น ภารกิจสำคัญของกระทรวงวิทยาศาสตร์ คือ การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างคนดีและเก่งในทุกระดับ รวมทั้งสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับ โดยต้องสร้างและบ่มเพาะตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้เด็กและเยาวชนมีกระบวนการคิดเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นการสร้างปัญญาบนรากฐานของหลักเหตุผล และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้นอกจากนี้ วิทยาศาสตร์ ยังเป็นเรื่องราวที่มีมนต์เสน่ห์ เพราะเป็นความจริงของธรรมชาติ ที่สามารถพิสูจน์ได้ มีคุณประโยชน์มากมาย และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ของพวกเราทุกคน ดังนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงจัดกิจกรรมเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์ โดยบุกมาถึงถิ่นความรู้ของเด็กและเยาวชน ที่สยามสแควร์นี้ เพราะเด็กและเยาวชนเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะพัฒนาประเทศต่อไป
 
          สำหรับการเสวนา ในวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3 G ซึ่งได้รับการกล่าวถึงจากผู้คนในสังคมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่สามารถช่วยให้การรับส่งข้อมูล ข่าวสาร เป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้บุคลากรแวดวงในทุกสาขาอาชีพสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว สามารถอำนวยความสะดวกและนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา เกษตรกรรม รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของคนในสังคม เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
 
          นายอติรุฒม์  โตทวีแสนสุข  กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ และกรรมการผู้จัดการกลุ่ม ลูกค้าธุรกิจบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางบริษัท ทรูฯ มีความยินดีเป็นอย่างมากที่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องเทคโนโลยี 3 G โดยเฉพาะกับเด็กและ เยาวชน
 
          ทั้งนี้ ประโยชน์ของเทคโนโลยี 3G เป็นเสมือนบรอดแบนด์ไร้สาย และเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอการวางสายเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง และเวลานาน และประโยชน์ของ 3G ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่จะต้องมีการรวบรวมข้อมูล สาระ และคอนเทนท์ดีๆ เพื่อให้มีการใช้งานมากขึ้น และใช้ประโยชน์จาก 3G ได้อย่างเต็มที่
 
         นอกจากนี้ จะเห็นว่าการนำเทคโนโลยี 3G เพื่อมาใช้สร้างองค์ความรู้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงได้ เช่น ข้อมูลด้านเกษตรกรรม การส่งออก-นำเข้า รวมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าสร้างได้ให้เพิ่มขึ้น เช่น เรื่องของ E-commerce ที่มีความจำเป็นต้องมีการเตรียม infrastructure ให้พร้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง สร้างธุรกรรมระดับภูมิภาค ทำให้ประชาชนสามารถนำเสนอสินค้าสู่สากลได้ ทำให้มูลค่าสินค้าของไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก
 
         ด้าน ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ นักวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมไร้สายและความมั่นคง (เนคเทค) กล่าวว่า เทคโนโลยี 3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากเทคโนโลยี 2G ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยเป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ประโยชน์ที่เราจะได้จาก 3G ก็คือ คลื่นความถี่ที่สนับสนุนให้การรับส่งข้อมูลทั้งข้อมูลภาพและเสียงรวมถึงไฟล์ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เป็นไปด้วยความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เรียกว่าสามารถรับส่งข้อมูลได้ทุกที่บนโลก เพียงแค่มีเครื่องรับสัญญาณซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่รองรับการใช้งาน 3G
 
 “ความต้องการใช้เทคโนโลยีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นๆ ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาความต้องการใช้งานก็จะเกิดขึ้นตามมา เช่น เดิมเราใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อโทรเข้าโทรออกเท่านั้น แต่เมื่อสามารถถ่ายรูปและชมโทรทัศน์ได้ เราก็ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือที่สามารถถ่ายรูปหรือชมโทรทัศน์ได้ หรือคนเป็นจำนวนมากที่ใช้โทรศัพท์มือถือเล่นอินเตอร์เน็ต เสมือนว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ดังนั้น หากประเทศไทยนำเทคโนโลยี 3G เข้ามาใช้ ก็เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานในวงกว้างแน่นอน”
 
          ทั้งนี้หากมีเทคโนโลยี 3G จริง บรรดาผู้ให้บริการก็จะพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่างๆออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้เราได้รับประโยชน์จาก 3G ไปพร้อมกัน และทำให้ 3G สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้างมากขึ้น เช่น ไลฟ์สไตล์ด้านบันเทิงการดูหนัง ฟังเฟลง ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพ กลเม็ดเคล็ดลับการดูแลรักษาสุขภาพ รู้เท่าทันอาการของโรคและรู้จักโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไลฟ์สไตล์ด้านการเกษตร การบำรุงรักษาต้นไม้ อัพเดตพันธุ์ไม้ใหม่ๆ ไลฟ์สไตล์ด้านศิลปะ และไลฟ์สไตล์ด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น
 
          อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือเราไม่ได้ใช้ 3G ตามคนอี่น ใช้เพราะเห็นว่าประเทศอื่นเขาใช้กัน หรือใช้เพราะเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้เราจำเป็นต้องใช้ 3G เพราะเราต้องการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ทั้งเพื่อหาข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และใช้ 3G เพื่อให้เกิดประโยชน์กับบุคคลรอบข้าง สังคม และประเทศชาติต่อไปในอนาคต
 
“เรายังต้องใช้เทคโนโลยี 3G อย่างระมัดระวังและใช้อย่างรู้เท่าทัน โดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น วัน เดือน ปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน และเลขที่บัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น เพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางที่ไม่ดี และส่งผลให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเดือดร้อนได้ในภายหลัง” ดร.กิตติ กล่าวในที่สุด
 
                ในส่วนของคุณพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการสายงานบริการมัลติมีเดียและการตลาด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทรนด์ของคนรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเห็นได้จากรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารที่มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมฟังก์ชั่นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารด้านเสียงอย่างเดียว ได้พัฒนาให้สามารถส่งข้อความสั้น (SMS) ส่งภาพ (MMS) ถ่ายภาพ ฟังเพลง จนถึงยุคปัจจุบันที่อุปกรณ์สื่อสารเพียงชิ้นเดียว สามารถเป็นได้ทั้งโทรศัพท์-มือถือ-กล้องถ่ายรูป-วิทยุ-ทีวี และคอมพิวเตอร์พกพา ซึ่งทำให้ตอบสนองวิถีชีวิตการใช้งานของคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น
 
                อย่างไรก็ตาม การใช้งานอุปกรณ์สื่อสารทันสมัยให้ได้ประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อได้สะดวก ซึ่งเทคโนโลยี 3G เปรียบเสมือนบรอดแบนด์ไร้สาย ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ สาระ บันเทิง ที่ต้องการได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาคอนเทนต์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มทรูที่มุ่งมั่นสรรหาและพัฒนาคอนเทนต์ รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ อาทิ ทรูปลูกปัญญาดอทคอม, ทรูมิวสิค, ทรูสปอร์ต ฯลฯ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
 
สามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม คุยกัน..ฉันท์วิทย์ ได้ที่ www.most.go.th/scitalk
 
สนับสนุนข้อมูลโดย : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค
                           บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
 
เผยแพร่ข่าวโดย : กมลวรรณ เอมสมบูรณ์
ภาพโดย : สุนิสา ภาคเพียร
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทร. 0 2333 3700 ต่อ 3730, 3732

 

 
หน้า 268 จาก 430
หน่วยงานในสังกัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน)

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป