ประเทศผู้ผลิตกุ้งส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบเอเชีย อาทิ ไทย จีนอินโดนีเซีย มีผลผลิตรวมประมาณ ร้อยละ 85 ของผลผลิตทั้งโลก (World Shrimp Farming, 2005) แหล่งเพาะเลี้ยงที่สำคัญของประเทศไทยอยู่บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล และพื้นที่ตอนในเขตน้ำกร่อยของภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2550 เกษตรกรไทยมีสัดส่วนการเลี้ยงกุ้งขาวร้อยละ 98 และกุ้งกุลาดำร้อยละ 2 ซึ่งมีโครงสร้างต่างไปจากในอดีตที่เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำและการระบาดของโรค เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งโตเร็ว เลี้ยงง่าย และมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์เลี้ยงจากฮาวาย
อย่างไรก็ตาม กุ้งกุลาดำขนาดใหญ่เป็นเสมือนเอกลักษณ์ของกุ้งไทยผู้ส่งออกมีความเห็นตรงกัน ว่า ถ้าสามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้มีขนาดใหญ่ได้จะมีตลาดอย่างแน่นอน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่ต้องได้รับการแก้ไขคือ การขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้ง เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์คุณภาพดีจากธรรมชาติเริ่มหายาก (ความต้องการใช้พ่อแม่พันธุ์ในแต่ละปีสูงถึง 350,000 ตัว) มีราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท/ตัว และคุณภาพเริ่มต่ำลง พ่อแม่พันธุ์ไม่แข็งแรงศูนย์วิจัยสายพันธุ์กุ้งติดโรค และตายมากขึ้นหลังตัดตา รวมทั้งวางไข่ในปริมาณต่ำ ส่งผลให้ผลผลิตและอัตราการรอดของลูกกุ้งต่ำ และเกษตรกร มีต้นทุนสูงขึ้น
เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์ต้องปราศจากโรคหลายชนิด เช่น ไวรัสหัวเหลือง ตัวแดงดวงขาว และไวรัสทอร่า จึงจำเป็นต้องมีที่เพาะเลี้ยงและเก็บพ่อแม่พันธุ์ในระบบปลอดโรค ศูนย์ พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (Nucleus Breeding Center:NBC) ขึ้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กองทัพเรือ และชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานีเพื่อเป็นที่วิจัยและเก็บพ่อแม่พันธุ์ที่ มีคุณภาพ เพื่อกระจายไปให้ผู้ที่ต้องการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำต่อไป โดยก่อนนำกุ้งส่งเข้าศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ กุ้งทุกตัวต้องถูกนำไป ศูนย์ กักกันสัตว์น้ำ (Qurantine Center) เพื่อตรวจสอบโรค ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
สาขาผลงาน : พืช/เกษตร
ชื่อผู้ผลิตผลงาน :
ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง
มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กองทัพเรือ
ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ธานี




















