เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นประธานแถลงข่าว “โครงการรากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘o พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕o”
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การแพทย์และสาธารณสุข การ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเป็นเครื่องมือในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีระดับโลก เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปัจจุบันความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแพทย์และสาธารณสุขของไทย มีความเจริญก้าวหน้า เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านวิชาการ การวิจัย และพัฒนาด้านเทคนิคการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีทางด้านทันตกรรมขั้นสูงที่มีความจำเป็นต่อประชาชนจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศทำให้สูญเสียงบประมาณใน การนำเข้าสินค้าเหล่านี้จากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในวันนี้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านทันตกรรมขั้นสูงได้เป็นผล สำเร็จ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากยิ่งขึ้น นับเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย มีนโยบายส่งเสริมการนำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับภาครัฐ และภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผลสำเร็จของโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งนี้เป็นความร่วมมือของ สองกระทรวง โดยกระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้วิจัย และกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย นับเป็นนิมิตหมายอันดีและ เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการประสานพลังสู่จุดมุ่งหมายเดียว กันคือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนไทยให้มีความเป็นอยู่และมีสุขภาพดียิ่งขึ้น
ดร.สุจินดา โชติพานิช ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ ร่วมกับ สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับทันตแพทย์ของสถาบันบริการต่างๆทางทันตกรรม ของกระทรวงวสาธารณสุข จำนวน 116 แห่ง ทันตแพทย์ที่เข้าร่วมจำนวน 197 คน

ขณะนี้ได้ดำเนินโครงการมา 2 ปี แล้ว และจะสิ้นสุดโครงการในปี พ.ศ.2554 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้ส่งมอบรากฟันเทียมให้กับกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 12,500 ชุดแล้ว ซึ่งกระบวนการผลิตรากฟันเทียมดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติเครื่องมือ แพทย์ พ.ศ.2551 ข้อกำหนดของกฎหมายเครื่องมือแพทย์ของกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจร่วมยุโรป EU (CE Marking) และตามมาตรฐานนานาชาติสำหรับการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ ISO 13485 ทั้งนี้ ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะส่งมอบ “ผลิตภัณฑ์รากฟันเทียม” ให้ในปีนี้อีก 12,500 ชุด ในเร็วๆ นี้
นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐” เป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อบริการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมให้ผู้สูงอายุที่ใส่ฟันเทียมทั้งปาก ในโครงการฟันเทียมพระราชทานที่ฟันเทียมด้านล่างหลวมไม่สามารถใช้ฟันบดเคี้ยว อาหารได้ ซึ่งพบได้ร้อยละ 10 ต้องใช้วิธีฝังรากฟันเทียมเสริมที่ขากรรไกรล่าง 2 จุด ช่วยยึดฟันเทียมให้ติดแน่นขึ้น

หลัง ได้เริ่มโครงการฯ ตั้งแต่ตุลาคม 2550 โดยทดลองนำร่องฝังรากฟันเทียมให้ผู้สูงอายุ 28 ราย ในสถานพยาบาล 7 แห่ง ได้แก่ สถาบันทันตกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์ชลบุรี โรงพยาบาลมหานครราชสีมา โรง พยาบาลศูนย์ลำปาง และโรงพยาบาลหาดใหญ่ พบว่าได้ผลดี ในปี 2551 ได้ขยายบริการครบทุกจังหวัดรวม 117 แห่ง ในจำนวนนี้ เป็นคณะทันตแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย 5 แห่ง มีผู้ป่วยลงทะเบียนเข้ารับบริการ 4,696 คน ได้รับบริการแล้ว 176 ราย 352 ราก โดยได้ขยายเวลาบริการไปจนถึงเดือนกันยายน 2554 ตลอดโครงการดังกล่าวตั้งเป้าบริการ 10,000 ราย ฟรี ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดอบรมทันตแพทย์และผู้ช่วยทันตแพทย์ ทั่วประเทศ รวม 349 คน จาก 100 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มเติมความรู้และประสบการณ์ในการฝังรากฟันเทียม




















