Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ก.วิทย์ ร่วมภาครัฐ-เอกชน จัดประชุมคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์พร้อมชมผลงานข้าวโพด พริก มะเขือเทศ และแตง

ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
หมวดหมู่
หน่วยงาน

      วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2556) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดงานการประชุมคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชและเมล็ดพันธุ์ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดอาชีพและรายได้ต่อไป พร้อมรับฟังการบรรยายและวิสัยทัศน์องค์กรภาครัฐและเอกชน ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์ของเอเชีย และร่วมผลักดันการจัดทำ “ยุทธศาสตร์นำพืชผักไทยสู่ตลาดอาเซียนและระดับนานาชาติ” และชมผลงานและนิทรรศการข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ข้าวโพดหวานสีแดง พริกอัคนีพิโรธ มะเขือเทศพันธุ์ต้านทานโรคหลายโรค แตงกวาสายพันธุ์กระเทย ฯลฯ ทั้งนี้งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธุ์ 2556



     วันนี้ถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งที่เรามาพูดคุยเรื่อง ยุทธศาสตร์ของประเทศ อีก 2 ปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยเราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ความหมายคือ เราต้องตกลงกันในกลุ่มอาเซียน จับมือกัน อะไรที่เป็นจุดแข็งของประเทศนั้นก็ให้เป็นผู้นำ ส่วนอะไรที่เป็นจุดอ่อนก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อที่จะสร้างศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันกับกลุ่ม EU อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ เราจะไม่ได้ดูเฉพาะประเทศไทย เพราะสิ่งที่เรากำลังมองคือ ในกลุ่มอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศนี้ เราจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในเรื่องอะไร โดยประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านดิน ฟ้า อากาศ มีสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เวลาเรามองผลผลิตของต่างประเทศ เราจะเห็นเลยว่าจริงๆ แล้ว เรามีพืช ผัก ผลไม้ที่เหนือกว่ามาก เพียงแต่ว่าระบบบริหารจัดการที่ยังไม่เป็นระบบ

     วันนี้สิ่งหนึ่งที่เราต้องพูดในคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นหัวใจหลัก เมล็ดพันธุ์นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดต้องอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด ยกตัวอย่างเรื่องข้าวว่าเหตุใดพื้นที่นี้จึงปลูกข้าวหอมมะลิได้ นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งช่วงแสง ความชื้น สภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้เอื้อในบริเวณนั้นทำให้เพาะปลูกได้ดี อีกเรื่องคือใบยาสูบ ทำไมจึงปลูกได้เฉพาะใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เหนือเส้นละติจูดที่ 18 ในช่วงเดือนที่แสงมากและยาวนานสามารถปลูกพันธุ์ใบแคบได้ พอช่วงแสงน้อยราวๆ เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมก็ปลูกพันธุ์ใบกว้างได้ ถ้าปลูกผิดพื้นที่ปากใบมันจะปิดคุณภาพใช้ไม่ได้ ที่ยกตัวอย่างทั้ง 2 เรื่องนี้ก็เพราะคำว่า “เมล็ดพันธุ์” ไม่ว่าจะปลูกในพื้นที่ใดก็ตาม ในวันนี้สิ่งที่เราดำเนินการอยู่ในขั้นเมล็ดพันธุ์จะต้องได้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย ต่อให้ต่างประเทศนำไปปลูกก็ไม่ได้คุณภาพดีเท่าเรา


      นอกจากเราจะมองเรื่องเมล็ดพันธุ์แล้ว ในขณะเดียวกันเราจะมองยาวไปถึงการวางกลไกในการผลิตพืชต่างๆ อย่างเช่น พริก เป็นพันธุ์หนึ่งที่ทั้งไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ปลูกในฤดูกาลที่แตกต่างกัน หากไทยปลูก ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามจะขาด แต่หากไทยขาด อินโดนีเซียและเวียดนามจะมี แต่อย่างไรก็ตามด้วยพริกเป็นตระกูลที่ไปปลูกทางอินโดนีเซียไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากความชื้นสูง โรคเยอะ คุณภาพไม่ดี พวกพริก มะเขือเทศ ใบยาสูบ เป็นพืชตระกูลเดียวกัน ฉะนั้นเราต้องมองว่าจังหวัดไหนบ้างจะปลูกพริกพันธุ์อะไร ช่วงไหนเพื่อไม่ให้เกิดพริกล้นตลาด และในจังหวะที่อินโดนีเซียขาดเป็นไปได้ไหมที่จะวางยุทธศาสตร์ปลูกพืชส่งออก สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ ยุทธศาสตร์ที้ราจะมองต่อหลังจากที่รู้ว่าเราจะผลิตเมล็ดพันธุ์อะไร เช่นเดียวกันในการผลิต ทำอย่างไรจึงจะลดการใช้สารเคมี เราจะใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ใช้จุลินทรีย์ หรือแม้แต่ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ เช่น คลื่นแสง คลื่นไฟฟ้า หรือที่ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ประกาศว่า อีก 2 ปี เราจะใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ควบคุมแมลงวันทองที่เป็นปัญหาใหญ่ทำลายผลผลิต โดยปล่อยแมลงวันทองที่ฉายรังสีไปผสมพันธุ์กันไข่ออกมาก็ฟ่อ ทำให้ลดปริมาณและควบคุมได้ในที่สุด และนี้ถือเป็นหนึ่งเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ

      นอกจากเรื่องเมล็ดพันธุ์แล้ว ค่า ph ของดินก็เป็นเรื่องสำคัญ ปุ๋ยที่ใส่แล้วจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ถูกเวลาจะหรือที่เรียกว่า ปุ๋ยอินทรีย์เคมีนาโน รวมถึงการควบคุมโรคและแมลง ขณะนี้ที่กำลังดำเนินการอยู่โดยการร่วมมือกันของหลายฝ่ายคือ นวัตกรรมสองสัปดาห์ ที่จะดูเรื่องเทคนิคการเพาะปลูกพืช ที่จริงทั้งพืช ผัก และผลไม้นั้นมีจังหวะที่ชัดเจน เช่น สัปดาห์นี้ เดือนนี้ จะใส่ปุ๋ยตัวไหน เพลี้ยมาจะใช้ยาตัวไหน ช่วงนี้ความชื้นสูงเชื้อราขึ้นจะควบคุมยังไง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของวิชาการที่กำหนดรู้ล่วงหน้าได้ ที่สำคัญคือ ดินฟ้าอากาศ ซึ่งต่อไปเราจะพยากรณ์ได้ในแต่ละช่วงฤดูกาลแล้วส่งข้อมูลนี้ไป ต่อไปกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะมีช่องทีวีที่เรียกว่า MOST Channel ที่เราจะใช้ถ่ายทอดเพื่อควบคุมการเพาะปลูกไปยังเกษตรกร ต่อไปนี้การผลิตเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก หรือการติดต่อสื่อสารกับเกษตรกร และส่งข้อมูลต่างๆ ทั้งจากเกษตรกร ผู้ซื้อ ผู้จำหน่าย ผ่านช่องทีวีพเอใช้เป็นสื่อกลางในการดำเนินการ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามทำแผนที่เรียกว่า Country Strategy คือแผนในการพัฒนาประเทศและการนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เราก็รับมาในการที่จะบูรณาการงานทุกส่วนเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายว่าจะดำเนินการประมาณ 1% ของ GDP ไม่ได้หมายความว่างบใหม่แต่เป็นการรวมงบที่กระจัดกระจายอยู่มาผูกเพื่อทำงาน ร่วมกันไม่ใช้ต่างคนต่างจัดต่างคนต่างทำ ขณะนี้เราได้แผนงานที่มีประสิทธิภาพมา 46 แผนงาน ทั้งพืชผัก ผลไม้ ข้าว มัน ยา อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ เครื่องมือทางการแพทย์ และในปีหน้าจะเพิ่มเป็น 2% ของ GDP การบูรณาการงานต่างๆ เช่นนี้ จะทำให้เรามีขีดความสารมารถเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และก้าวสู่การเป็นผู้นำของประชาคมอาเซียนต่อไป

      ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดยโปรแกรมเมล็ดพันธุ์คลัสเตอร์เกษตรและอาหาร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชนต่างเล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญและมีผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรจำนวนมากอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร และความมั่นคงของประเทศ ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์เขตร้อนของเอเชีย โดยรัฐต้องให้มีการสนับสนุนด้านการวิจัยและการพัฒนา การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันด้านกฎระเบียบหรือมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยยังคงรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
 


     คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์  เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในคัลสเตอร์เมล็ดพันธุ์ ได้ร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทย โดยระยะที่ 1 ปี พ.ศ. 2550 ถึง 2554 และระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2555 – 2559 โดยเป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์เมล็ดพันธุ์ คือ “ เพิ่มบทบาทในการพัฒนาพ่อแม่ของไทยเอง พร้อมกับมีเครื่องหมายการค้า (Thailand brand) เพื่อช่วยยกระดับมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์ให้เป็นระดับ 3,000 ล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2554 และ 5,000 ล้านบาทภายในปี พ.ศ. 2559 และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรจากการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีอย่างแพร่หลาย เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่

      แผนยุทธศาสตร์ด้านเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านมาประกอบด้วยแผนงานหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1.การบริหารจัดการเชื้อพันธุกรรม 2.การปรับปรุงพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ 3.การพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรค 4.การพัฒนาระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง เช่น เทคโนโลยีโรงเรือนที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์และ 5.การพัฒนาเทคโนโลยีกรรมเคลือบเมล็ด กลุ่มพืชที่มุ่งเน้นในระยะแรกภายใต้ยุทธศาสตร์ คือ กลุ่มข้าวโพด พริก มะเขือเทศ และแตง

     ทั้งนี้จากการดำเนินงานในระยะ 6 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้คลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์จะมิได้มีการตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน ในการกำหนดโจทย์ปัญหา ทิศทางการวิจัย กำหนดเป้าหมายของอุตสาหกรรมหรือของคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์ ภาคเอกชนให้ความสนใจในการลงทุนวิจัยและพัฒนาขึ้นมากขึ้น และนอกจากกลุ่มคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์แล้วยังเกิดการเชื่อมโยงไปถึงภาคการผลิตและอุตสาหกรรมแปรรูปทั้งอาหารและยา และเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มเกษตรเพื่อเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขยายโอกาสด้านการตลาดและการส่งออกมากขึ้น การประชุมในวันนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การรับฟังความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้สู่ภาคเอกชน รวมถึงเกษตรกร เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดและใช้ประโยชน์ หารรับฟังมุมมอง ข้อมูลสถานภาพและศักยภาพของไทยในการแข่งขันในกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดจนการรับฟังนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์รวมทั้ง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำพืชผักสู่ตลาดอาเซียนและระดับนานาชาติ โดยเน้นการบูรณาการจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

เขียนข่าวโดย :  นางสาวศิริลักษณ์  สิกขะบูรณะ
ภาพข่าวโดย  :  นายพิริยะ  เผ่าพงษา และ นายรัฐพล  หงสไกร
เผยแพร่ข่าวโดย :  นางสาวนีรนุช  ตามศักดิ์
 

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready