Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

"วรวัจน์"รมว.วิทย์ฯ ร่วมงานการประชุม APWS ครั้งที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
หมวดหมู่
หน่วยงาน

     ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาและนิทรรศการด้านการบริหารจัดการน้ำระดับนานาชาติครั้งที่ 2 ภายใต้ชื่อ  “Asia – Pacific water summit” (APWS) ระหว่างวันที่ 14 – 20 พฤษภาคม 2556 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า

นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุม APWS ครั้งที่ 2 พร้อมด้วยผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งนี้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556

 

 

     นายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้เห็นถึงสภาพปัญหา ความท้าทาย และความจำเป็นที่ทุกประเทศและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบและร่วมมือกัน เพื่อความมั่นคงด้านน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญของมวลมนุษยชาติในการดำรงอยู่และ การพัฒนา ดังนี้

     นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมด้วยความยินดียิ่ง ในนามของประชาชนชาวไทยทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพในการประชุม Asia – Pacific Water Summit ครั้งที่ 2 และรู้สึกภูมิใจและซาบซึ้งเป็นพิเศษเพราะเชียงใหม่เป็นบ้านเกิดของนายก รัฐมนตรี จึงต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยความจริงใจที่ให้เกียรติกับนายกรัฐมนตรีและ ประชาชนชาวเชียงใหม่ในครั้งนี้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำคัญของน้ำและการรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำว่า
 
     “น้ำ” นั้น คือ “ชีวิต” เพราะมนุษย์ทุกคนตระหนักเสมอว่าเมื่อ “ขาดน้ำ” ย่อมหมายถึง “ขาดชีวิต” แต่ในทางตรงกันข้าม พลังของน้ำที่ไหลหลากหรือท่วมท้นเกินความจำเป็นก็มีอำนาจการทำลายล้าง และสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้ไม่แพ้ภาวะแห่งความแห้งแล้งขาดแคลน เมื่อ “น้ำ” เป็นสิ่ง เชื่อมโยงความเป็นอยู่ เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นปัจจัยการผลิตทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่หล่อเลี้ยงความอยู่ดีมีสุข ของมวลมนุษยชาติ และเป็นพื้นฐานแห่งการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) “น้ำ” จึงเป็นทรัพยากรและสมบัติของมวลมนุษย์ทุกคน  ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หรือแม้แต่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น ดิฉันจึงเห็นด้วยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติที่ได้เคยกล่าวไว้ว่า “น้ำ” เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราทุกคนควรปกปักษ์รักษา
 
     ดั้งนั้น การประชุมที่ศูนย์ประชุมแห่งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและในวันนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งยังสอดคล้องกับการที่ปีนี้เป็นปีสากลแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความร่วมมือ ด้านน้ำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) และภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ
 
     สำหรับดิฉันแล้ว ดิฉันมีความเห็นว่า ธรรมชาติย่อมต้องมีความสมดุล ด้วยในระบบนิเวศน์ ความสมดุลของน้ำย่อมมีผลต่อความสมดุลในการใช้ชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต อื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อคิดถึงประเด็นปัญหาเรื่องน้ำ ความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นก็มีมิติที่หลากหลาย ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทุกท่านมาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อแก้ไข ปัญหากันในที่นี้ มีข้อเท็จจริงที่ว่าปริมาณน้ำบนโลกใบนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นน้ำเค็ม และน้ำจืดมีปริมาณสัดส่วนที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งนับวันมนุษย์ได้ใช้น้ำจืดอย่างสิ้นเปลือง ซ้ำยังทำลายแหล่งกำเนิดน้ำไม่ว่าจะด้วยการตัดไม้ทำลายป่า หรือทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ มีมลภาวะ จนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ส่งผลในน้ำจืดที่เป็นน้ำสะอาดหดหาย เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะที่น้ำทะเลเอ่อท่วมจากการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เกาะหลายเกาะ หรือแม้แต่ประเทศทั้งประเทศเสี่ยงต่อการจมหายไปในท้องสมุทร พร้อมๆ กับที่พายุนานาประเภทไม่ว่าจะเป็นเฮอร์ริเคน ทอร์นาโด ไซโคลน หรือพายุฝนธรรมดาได้ทวีความรุนแรงจนเกิดภัยพิบัติในบริเวณกว้างอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นักวิชาการด้านน้ำและระบบนิเวศน์เชื่อว่า วิกฤติของมนุษยชาติที่กำลังจะมาถึงจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านน้ำ บางคนถึงกับทำนายว่าการแย่งชิงน้ำ จะเป็นต้นเหตุของสงครามในอนาคต 
 

 

 

 

 
 
     ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเช่น กัน ตามสถิติที่ปรากฏ ทวีปเอเชียมีประชากรคิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรโลก แต่การเข้าถึงน้ำของผู้คน คิดเป็นเพียงร้อยละ 30 ของปริมาณน้ำทั้งหมดในโลก และทุก 1 ใน 5 คนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขาดการเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย
 
     ในขณะเดียวกันเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติ เกิดขึ้นมากที่สุดในโลก ที่หลายคนเชื่อว่าศตวรรษนี้จะเป็นยุคทองของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในมิติของ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความฝันนั้นจะเป็นจริงไม่ได้ หากพวกเราไม่แก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง
 
     ดิฉันขอใช้โอกาสนี้เล่าถึงประสบการณ์ของประเทศไทย ตั้งแต่วันแรกที่ดิฉันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ดิฉัน รัฐบาล และพี่น้องประชาชนคนไทยต้องรวมพลังกันเพื่อเผชิญ (ฝ่าฟัน) กับมหาอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและผู้คนหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย รายได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในช่วงสามไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2554 สูญเสียไปสิ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตในปีดังกล่าวต้องติดลบ 
 
     แม้กระนั้นก็ตาม ประเทศไทยก็สามารถฟันฝ่ามหาอุทกภัยครั้งนี้ไปได้ ด้วยความมีเอกภาพของประชาชนชาวไทย และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทุกภาคส่วนในสังคมไทย และที่สำคัญเราได้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยรัฐบาลได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินหนึ่งหมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐในการ บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยได้ดำเนินการตามแนวทางพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายมาโดยตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อจัดการกับปัญหาด้านน้ำของประชาชนชาวไทย การดำเนินการดังกล่าวจึงทำให้ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากชุมชนและภาคธุรกิจ ระดับโลกคืนกลับมา และปัจจุบันเศรษฐกิจของเราได้เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 6.4 ในปีที่แล้ว
 
 
     ในการดำเนินการบริหารจัดการน้ำเราควรจะให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่ครอบคลุมและสอดประสานกันทั้งระบบ เนื่องจากภัยธรรมชาติไม่รู้จักคำว่าพรมแดน ไม่รู้จักความแตกต่างของผู้คน น้ำไหลจากที่สูงไปที่ต่ำตามภูมิประเทศพวกเราทุกคนจึงควรที่จะมาร่วมมือกันใน การส่งเสริมความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง และลดกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ เพราะดิฉันได้ประสบด้วยตนเองแล้วว่า ต้นทุนของการร่วมมือกันในการวางแผนและลงทุนในการป้องกัน (Prevention) นั้นจะต่ำกว่าค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เราจะต้องมาแก้ปัญหาและฟื้นฟู (Recovery) หลังจากการเกิดเหตุภัยพิบัติและอุทกภัยนอกจากนี้ ความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำที่ดีและสร้างสรรค์จะสามารถทำให้เกิด ประโยชน์ต่อภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่งคังของประชาชนและประเทศอีกด้วย
 
     ทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้สามารถจัดการกับสิ่งท้าทายเหล่านี้ได้เพียงตามลำพัง ทางเลือกเดียวของเราคือ ต้องสร้างพลังขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นในระดับภูมิภาคและ ระดับโลก โดยประเทศไทยก็พร้อมที่จะมีบทบาทร่วมอย่างเต็มที่ 
• เราต้องร่วมกันปลูกป่าและรักษาแหล่งน้ำที่เป็นต้นน้ำ 
• เราต้องร่วมกันลดมลพิษและภาวะโลกร้อน 
• เราต้องยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงแหล่งน้ำที่สะอาด 
• เราต้องร่วมกันวางระบบบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก 
• เราต้องช่วยกันสร้างระบบพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยที่แม่นยำมีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
 
     ดิฉันดีใจที่ได้ทราบว่าในการหารือช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ของความมั่นคงด้าน เศรษฐกิจ, อาหาร และน้ำ, ความมั่นคงของการใช้น้ำในเขตเมือง, ความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม, การสร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการใช้ครัวเรือน, การวางระบบป้องกันความเสี่ยง และการจัดการกับความท้าทายจากภัยพิบัติ ฯลฯ ซึ่ง ดิฉันพร้อมจะสนับสนุนความคิดที่ดี ๆ เหล่านี้ให้เป็นจริง
 
     ท้ายที่สุดนี้ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศในเอชีย-แปซิฟิกจะร่วมมือกับภูมิภาคอื่นๆ ในเวทีสหประชาชาติ และในเวทีอื่นๆ เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมแนวทางอย่างมีองค์รวมในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและลดความ เสี่ยงจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ในขณะที่เราพยายามจัดการกับประเด็นเหล่านี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเป้า หมายฃการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ เราต้องแน่ใจว่าประเด็นเหล่านี้จะถูกบรรจุในวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015
 
 
 
     ดิฉันหวังว่าประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างพวกเราทุกคน อย่างต่อเนื่อง ในการเสริมสร้างเอเชีย-แปซิฟิกให้มีภูมิคุ้มกันต่อน้ำและต่อภัยพิบัติที่ดี ยิ่งขึ้น “
 
เขียนข่าว : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ
ถ่ายภาพ : นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์ นายรัฐพล หงสไกร และนายพิริยะ เผ่าพงษา
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 02 333 3700 ต่อ 3728 - 3732
 
 

 

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready