Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

ก.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง(THAIST)

ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
หมวดหมู่
หน่วยงาน


แถลงเปิดเครือข่าย 19 องค์กรความร่วมมือพัฒนาคนและเทคโนโลยีขนส่งระบบรางของประเทศ
           ในปัจจุบัน การพัฒนาระบบขนส่งทางรางถือได้ว่าเป็นแนวทางที่สำคัญในการแก้ไขและพัฒนาการเดินทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงการเชื่อมต่อกับพื้นที่ชนบท พื้นที่เมือง และระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นการเดินทางและการขนส่งที่ประหยัดพลังงาน  ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีความปลอดภัยสูง อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในด้านการขนส่งและ โลจิสติกส์ ทั้งนี้ รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งคิดเป็นเงินลงทุน 2.0 ล้านล้านบาท โดยเป็นการลงทุนด้านระบบขนส่งทางรางถึง 1.66 ล้านล้านบาท  แบ่งเป็น รถไฟความเร็วสูง 4 สายทาง คือ กรุงเทพ–เชียงใหม่ ,กรุงเทพ-นครราชสีมา, กรุงเทพ–หัวหิน และกรุงเทพ-ชลบุรี พร้อมพัฒนาทางคู่รถไฟทั่วประเทศ รวมถึงเร่งรัดก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สายทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้วยการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้ ประเทศไทยยังขาดความรู้และเทคโนโลยีรวมถึงทรัพยากรมนุษย์ที่จะมาขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานในด้านนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อเร่งดำเนินการพัฒนาองค์ความรู้และกำลังคนในด้านระบบขนส่งทางรางเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน


           ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ( Dr.Peeraphan Palusuk) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือภาคีเครือข่ายพัฒนากำลังคนและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระบบขนส่งทางราง 19 องค์กร ระหว่าง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (THAIST)  สนง.คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ(สวทน) โดย ศ.ดร. วัลลภ  สุระกำพลผู้อำนวยการ  และผู้บริหารรวม  19  องค์กรมาร่วมงานครั้งประวัติศาสตร์นี้ ได้แก่  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ,  บริษัท ซีเมนส์ จำกัด ประเทศไทย  ,บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) , ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย  , ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย ,สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ,คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  มหาวิทยาลัยขอนแก่น , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี , คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  , คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ,สนง.เศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

 

        ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า ในขณะนี้ แผนการดำเนินงานโครงการด้านระบบขนส่งทางราง ที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบอยู่ระหว่างดำเนินการหลายส่วน อาทิ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต โครงการภายใต้ความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แก่โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ – บางใหญ่ สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค และบางซื่อ – ท่าพระ และสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ และแบริ่ง – สมุทรปราการ รวมถึงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม. ช่วงวงเวียนใหญ่-บางหว้า เป็นต้น
         สำหรับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางในภูมิภาค ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีระบบรางอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ กว่า 4,000 กิโลเมตร ที่ใช้ขนส่งคนและสินค้าได้ แต่มีระบบทางคู่ซึ่งอยู่ในรัศมีจากกรุงเทพมหานครประมาณ 100-200 กิโลเมตรเท่านั้น ประสิทธิภาพการขนส่งทางรางจึงค่อนข้างน้อย ถ้าสามารถพัฒนาระบบทางคู่ไปยังแหล่งวัตถุดิบในภาคต่างๆ เพื่อเข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร ที่มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม และศูนย์กลางการส่งออกทางน้ำ โดยเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วรถ การตรงเวลา ก็จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากทางถนนมาเป็นทางรางได้มากขึ้น
         ปัจจุบัน รฟท. มีบทบาทในการขนส่งสินค้าเพียง 2% ของปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจะเร่งดำเนินการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบราง และสนับสนุนให้ภาคเอกชนมาใช้ระบบการขนส่งทางรางให้มากขึ้น โดยการใช้แรงจูงใจ เรื่องของอัตราค่าขนส่งที่ถูก และความตรงต่อเวลาในการส่งสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมาก รวมถึง ความสะดวกบริเวณสถานี เรื่องเอกสาร การรับส่งสินค้า เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขนส่งทางราง
         เพื่อการพัฒนาเส้นทางรถไฟให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลมีนโยบายและได้เตรียมงบประมาณเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ระบบรถไฟทาง คู่มีประสิทธิภาพ โดยจะเพิ่มจำนวนเที่ยวของขบวนรถไฟ เพิ่มระดับความเร็วเพื่อให้รถไฟตรงต่อเวลา การลดและแก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างถนนกับรถไฟ ทำรั้วเพื่อป้องกันคนและสัตว์เข้ามาในพื้นที่เขตการเดินรถ ปรับทางให้มีความแข็งแรง ใช้รางที่รับน้ำหนักได้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยให้รถไฟทางคู่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพสูงคุ้มค่าแก่การลงทุน
         นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อการเดินทางและพัฒนาการ ผลิตและบริการตามแนวเส้นทางระหว่างกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยาและหัวหิน ซึ่งรัฐบาลได้เสนอแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งทาง รางภายใต้ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครง สร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยในส่วนนี้เป็นการลงทุนด้านระบบขนส่งทางรางมากถึง 1.66 ล้านล้านบาท  ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบขนส่งทางรางดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมกำลังคนให้เพียงพอทั้งในเชิง ปริมาณและคุณภาพให้สามารถรองรับการเดินรถไฟในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การขนส่งผู้โดยสารและสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งต่อเนื่องหลาย รูปแบบด้วย
         จากแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งทางรางภายใต้ร่างพระ ราชบัญญัติฯ ดังกล่าว จะมีความต้องการกำลังคนวิศวกรและช่างเทคนิคประมาณ 17,220 คน จากจำนวนบุคลากรที่ต้องการทั้งสิ้นประมาณ 30,000 คน  ซึ่งหากไม่มีการสร้างและพัฒนาบุคลากรเตรียมการไว้รองรับจะทำให้เกิดปัญหาการ ขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านและอาจส่งผลกระทบต่อการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าแก่ ประชาชน ตลอดจนความปลอดภัยของผู้โดยสารที่ควรให้ความสำคัญสูงสุด
         นอกจากนี้ การสร้างและยกระดับทักษะวิชาชีพของช่างเทคนิคและวิศวกรของประเทศจะทำให้ บุคลากรดังกล่าวมีความสามารถปฏิบัติงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มมาก ขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่จะยกระดับความสามารถและการแข่งขันของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงให้บุคลากรเหล่านี้มีโอกาสได้รับอัตราค่าจ้างและผลตอบแทนที่สูงขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่จะเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคนทำงานในประเทศ อีกด้วย


           ศาสตราจารย์ ดร. วัลลภ สุระกำพลธร (Prof.Dr. Wanlop Surakampontorn)  ผู้อำนวยการ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง ( ไทยเอสที - THAIST)  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ(สวทน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า “คณะรัฐมนตรีได้มีคำแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ให้พัฒนาระบบขนส่งทางราง โดยเชื่อมโยงโครงข่ายและการบริหารจัดการขนส่งผู้โดยสาร สินค้าและบริการที่สะดวกและปลอดภัยทั้งในพื้นที่ชนบท พื้นที่เมือง และระหว่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการขยายฐานการผลิตตามแนวเส้นทางรถไฟ รัฐบาลจึงมีนโยบายพัฒนาระบบรถไฟทางคู่เชื่อมชานเมืองกับหัวเมืองหลัก สร้างเส้นทางระบบรางเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายทางรถไฟสายแอร์พอร์ตเรลลิงก์ จากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิไปยังชลบุรี สร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ – เชียงใหม่   กรุงเทพฯ – นครราชสีมา กรุงเทพฯ – หัวหิน และเร่งรัดพัฒนารถไฟฟ้า 10 สายทางในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล โดยเริ่มก่อสร้างให้ครบภายใน 4 ปี   คิดเป็นเงินลงทุน 2.0 ล้านล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้เป็นการลงทุนด้านระบบขนส่งทางรางมากถึง 1.66 ล้านล้านบาท
           ที่ผ่านมานั้น การลงทุนด้านการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศ ได้ใช้วิธีการซื้อเทคโนโลยีและจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยยังขาดกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสู่ผู้เกี่ยวข้องในประเทศอย่างเพียงพอ รวมทั้งไม่สามารถใช้โอกาสที่มีโครงการลงทุนในการสร้างฐานความรู้ด้านระบบรางของประเทศนอกเหนือจากองค์กรคู่สัญญาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้เทคโนโลยี  จึงส่งผลให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระบวนการคิดวางแผน การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ตลอดไปจนถึงการออกแบบ การก่อสร้าง การบริหารและการบำรุงรักษาระบบการเดินรถ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การดูดซับและเรียนรู้เทคโนโลยีด้านนี้ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จไม่มากนัก คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีพื้นฐานความรู้และทักษะในด้านระบบรางเพียงพอที่จะดูดซับเทคโนโลยีจากบริษัทต่างประเทศและบ่มเพาะความรู้เทคโนโลยีเหล่านั้นเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับที่เหมาะสมในอนาคต
           จากผลการศึกษาของ สวทน. ได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการวิศวกรและช่างเทคนิคที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 จำนวนมากกว่า 2,000 คน จากจำนวนบุคลากรที่ต้องการประมาณ 3,679 คน  และ สวทน. ได้ทำการทบทวนการศึกษาปริมาณความต้องการกำลังคนในด้านนี้อีกครั้ง พบว่า เมื่อโครงการลงทุนด้านระบบรางของรัฐบาลแล้วเสร็จ จะมีความต้องการวิศวกรและช่างเทคนิคประมาณ 17,220 คน จากจำนวนบุคลากรที่ต้องการทั้งสิ้นประมาณ 30,000 คน
กิจกรรมโครงการหลัก ที่ได้ดำเนินการเพื่อเริ่มสร้างให้เกิดระบบการพัฒนากำลังคนด้านระบบขนส่งทางรางขึ้น ดังนี้
           - สวทน. ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วางระบบการฝึกอบรมวิศวกรจากหลากหลายสาขาให้มีความรู้ด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง โดยในการจัดหลักสูตรได้ระดมความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาคมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเดินรถเข้ามาร่วมดำเนินการ และได้นำร่องฝึกอบรมรุ่นแรกจำนวน 30 คน รุ่นที่สองจำนวน 34 คน และขณะนี้อยู่ระหว่างการฝึกอบรมรุ่นที่สามจำนวน 34 คน บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมดังกล่าวถือว่าเป็น “เมล็ดพันธุ์” ที่จะขยายและสร้างเครือข่ายฐานความรู้ด้านระบบขนส่งทางรางของประเทศ 
           - สวทน. ดำเนินการให้มีการจัดหลักสูตรการศึกษาด้านวิศวกรรมระบบรางในสถาบันการศึกษาอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพัฒนาให้มีรายวิชาด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 รายวิชา และในระยะต่อไปจะมีการสนับสนุนให้เกิดการนำรายวิชาที่พัฒนาขึ้นไปนำร่องการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไป 
           - สวทน. ดำเนินการให้มีการจัดหลักสูตรการศึกษาด้านระบบรางระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสถาบันการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการพัฒนารายวิชาด้านระบบขนส่งทางรางและเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สถาบันการศึกษาด้านอาชีวศึกษาเพื่อนำร่องในการจัดการเรียนการสอน 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม และ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค)
         นอกจากนี้ ไทยเอสที ได้ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะเข้าร่วมเป็นเครือข่ายฯ อย่างเป็นทางการในวันนี้ ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีเพื่ออนาคต สาขาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้า โดยได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมขนส่งทางรางระดับปริญญาตรีขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคการศึกษาที่ 1/56 มีนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 49 คน   
         นับจากนี้ไปภาคีเครือข่าย รวม  19 หน่วยงานร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ เพื่อดำเนินงาน “เครือข่ายพัฒนากำลังคนและความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านระบบขนส่งทางรางของประเทศ” เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของการดำเนินงานเพื่อพัฒนากำลังคนและความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านระบบขนส่งทางรางต่อไป
          เครือข่ายพัฒนากำลังคนกำลังคนและความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านระบบขนส่งทางรางของประเทศ ที่มีหน่วยงานแต่เดิมทั้งสิ้น 14 หน่วยงาน นั้น ได้ร่วมกันดำเนินการโดยเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์หลายโครงการ อันได้แก่ โครงการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมระบบราง เพื่อฝึกอบรมวิศวกรจากหลากหลายสาขาให้มีความรู้ด้านวิศวกรรมระบบขนส่งทางราง โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาคมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเดินรถทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ รฟท. Airport Link BTS และ BMCL เข้ามาร่วมดำเนินการ บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมดังกล่าวเป็น “เมล็ดพันธุ์” ขยายและสร้างเครือข่ายฐานความรู้ด้านระบบขนส่งทางรางของประเทศ นอกจากนี้ สวทน. ได้เริ่มวางระบบพัฒนากำลังคนด้านปฏิบัติการระบบขนส่งทางรางเพื่อรองรับการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคสถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมจากที่เห็นได้จากการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมขนส่งทางรางทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) อันจะส่งผลให้เกิดการสร้างกำลังคนได้อย่างเป็นระบบ
         นอกจากเรื่องการพัฒนากำลังคนแล้ว สวทช. ได้ดำเนินการสร้างการเรียนรู้ ผ่านการจัดพิมพ์หนังสือและบทความ จัดทำเว็บไซด์ จัดการสัมมนาและเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อจะให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในระบบขนส่งทางรางในวงกว้าง และเพื่อจะร่วมผลักดันนโยบายการขนส่งทางรางของประเทศไปในทิศทางที่จะพึ่งความสามารถของตนเองได้ในอนาคตต่อไป
 

ผู้เผยแพร่ข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทร. 02333 3728-32

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready