Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

เปิดศักราชกระทรวงวิทย์ฯ หลัง ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ดัน จีดีพี ประเทศ

215-b.JPG
ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
เปิดศักราชกระทรวงวิทย์ฯ หลัง ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีส่งเสริมง ... FLEXI_IMAGE 1
หมวดหมู่
หน่วยงาน

เปิดศักราชกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลัง ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีส่งเสริมวิจัยและพัฒนา ดัน จีดีพี ประเทศ “ดร.พิเชฐ” เชื่อเอกชนมีแรงจูงใจสร้างนวัตกรรมใหม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวสู่ AEC ด้วยความพร้อม 

มาตรการดังกล่าว ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้านการเพิ่มการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศโดยรวม ให้ได้ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และเพิ่มสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาของเอกชนเป็น 70% ต่อ 30% ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้เสมอว่า การขับเคลื่อนประเทศต้องพึ่งพานวัตกรรมโดยการสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) จากการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีนักวิจัย 3,000 – 4,000 คน มีองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ทันสมัยและมาตรฐานระดับสากล รวมถึงมีหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัย ที่ได้สนับสนุนการดำเนินงานของภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่องดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการ มาตรการเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 นั้น สาระสำคัญคือการเพิ่มมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก 200% เป็น 300% ซึ่งมาตรการดังกล่าว มีความสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ประการสำคัญคือ การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ผลักดันและขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้ผลงานวิจัยในภาครัฐรองรับความต้องการเชิงพาณิชย์ที่แท้จริงแล้ว ยังเชื่อมโยงการวิจัยกับภาคเอกชนเพื่อให้มีนวัตกรรมในการลดต้นทุนและสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ

“มาตรการยกเว้นภาษี 300% นี้ แม้จะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่ปริมาณการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชน  จะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ประเภทอื่นได้เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอันเกิดจากการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของภาคเอกชนพบว่า สร้างรายได้เข้ารัฐมากกว่าภาษีที่รัฐสูญเสียไปหลายเท่าตัว” ดร.พิเชฐ  กล่าวย้ำดร.พิเชฐฯ กล่าวว่า จากข้อมูลของ สวทช. พบว่าตั้งแต่เริ่มมาตรการยกเว้นภาษีวิจัยและพัฒนา 200% ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เริ่มจากปี 2545 มีผู้ขอรับรองโครงการและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีฯ คิดเป็นมูลค่า 65 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปี พ.ศ. 2555 นั้นมีผู้ขอรับรองโครงการมีมูลค่าถึง 1,465  ล้านบาท โดยมีมูลค่าโครงการสะสมถึง 5,670 ล้านบาท  ทั้งนี้ในภาพรวมของการลงทุนวิจัยในภาคเอกชน จากการสำรวจของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังพบว่าตัวเลขการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน เพิ่มขึ้นจาก 20,684 ล้านบาท เป็น 26,800 ล้านบาท ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี อย่างไรก็ตามยังไม่เพียงพอกับสภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นในปัจจุบัน  ดังนั้นเมื่อมีมาตรการยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 300% เชื่อว่าจะเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชน เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้งที่เป็นเอกชนรายใหญ่และบริษัทข้ามชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย ที่เป็นซัพพลายเชนของภาคเอกชนดังกล่าว

นอกจากนี้ ดร.พิเชฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการ การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก 200% เป็น 300% ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลได้เน้นการลงทุนด้านนวัตกรรมมากขึ้นและไม่จำกัดการลงทุนเฉพาะภาครัฐในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนด้านความรู้ในงานวิจัยจากการใช้เทคโนโลยีของตัวเองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าแรงในประเทศไทยสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมมาช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตของสินค้า การให้บริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถยกระดับงานวิจัยที่สร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้ จึงถือเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะนำ วทน. มาพัฒนาประเทศ ดร.พิเชฐฯ กล่าวว่า จากมาตรการยกเว้นภาษีวิจัยและพัฒนา และมาตรฐาน วทน.อื่น ๆ ที่จะตามมา รวมถึงการส่งเสริมการตั้งศูนย์วิจัยของภาคเอกชน การเพิ่มกำลังคน วทน. ที่รองรับความต้องการของเอกชน ตลอดจนกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนา วทน. มั่นใจว่าจะยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ความรู้และนวัตกรรมจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีของเราเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นรากฐานของการปฏิรูป วทน. ที่ยั่งยืนแล้ว ยังจะทำให้เราก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ด้วยความพร้อม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูง และต่อเนื่องยั่งยืน 

ทั้งนี้ รัฐบาลได้คาดหวังว่าภาคเอกชนจะร่วมลงทุนสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นโดยมีผลทำให้สินค้ามีนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ใช้อุปโภคบริโภคทั้งในประเทศและส่งออก และสามารถตอบโจทย์ความต้องการนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ มากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันภาคเอกชนที่ร่วมลงทุนงานวิจัยจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ดำเนินต่อไปได้ และการเชื่อมโยงของตลาดระหว่างประเทศย่อมดีขึ้นตามลำดับ ถือเป็นการตอบโจทย์และได้ผลประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย แม้นว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีได้น้อยในระยะแรก แต่มาตรการนี้จะทำให้ภาคเอกชนมีผลผลิต มีการส่งออกมากขึ้น ภาษีที่รัฐบาลจะได้รับจากสินค้าและบริการของภาคเอกชนก็จะมากขึ้นในภายหลัง ทั้งหมดนี้สามารถสร้างให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยศักยภาพและขีดความสามารถที่ยั่งยืนต่อไป

ข่าวโดย : ทีมโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาพข่าวโดย : นางสุนิสา ภาคเพียร นาวงษ์ และ นายไววิทย์ ยอดประสิทธิ์
เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวนีรนุช ตามศักดิ์ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สป.วท.

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready