Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

สดร. ชวนชม ดาวหางเลิฟจอย พลาดคราวนี้มาอีกที 8 พันปีข้างหน้า

168-b.JPG
ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
หมวดหมู่
หน่วยงาน

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนชมดาวหางเลิฟจอย เห็นด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออกในพื้นที่มืดสนิทไม่มีแสงเมืองรบกวน ชัดที่สุดช่วงเดือนมกราคมนี้เท่านั้น หากใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์จะเห็นชัดขึ้น เผยหากพลาดชมครั้งนี้เจอกันอีกทีใน 8 พันปีข้างหน้า

(ภานบน/ภาพถ่ายดาวหางเลิฟจอย Comet Lovejoy (C/2014 Q2) โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)คืนวันที่ 11 มกราคม 2558 ณ บริเวณดอยอินทนนท์ โดยสามารถสังเกตเห็นส่วนของหัวดาวหางที่มีแก๊สประทุลอยออกมาห่อหุ้มนิวเคลียสเรียกว่า "โคมา"เห็นเป็นสีเขียวได้ชัดเจน ซึ่งส่วนนี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า รวมทั้งรายละเอียดของ "หางแก๊ส" ที่มีลักษะเป็นเส้นตรงชี้ไปทางทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ ซึ่งตาเปล่าไม่สามารถมองเห็นได้ แต่กล้องถ่ายภาพสามารถบันทึกภาพส่วนของหางไว้ได้)

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์  เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคมนี้ ถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการสังเกตการณ์ดาวหางเลิฟจอย โดยจะมองได้อย่างชัดเจน เนื่องจากอยู่ใกล้โลกและมีความสว่างมาก ความสว่างปรากฏอยู่ที่ประมาณ 4 - 5 ดาวหางดวงนี้ได้เคลื่อนที่เข้าใกล้โลกมากที่สุด ไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 ที่ระยะห่าง 70 ล้านกิโลเมตร และจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 30 มกราคม 2558

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสังเกตดาวหางเลิฟจอย สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในพื้นที่ที่ไม่มีแสงรบกวนและมีทัศนวิสัยของท้องฟ้าที่ดี หรือหากใช้กล้องสองตากำลังขยายตั้งแต่ 7 เท่าหรือกล้องโทรทรรศน์จะช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับผู้เริ่มต้นสังเกตอาจใช้ตำแหน่งกลุ่มดาวนายพรานเป็นหลัก จากนั้นในทิศทางเดียวกันจะสังเกตเห็นกลุ่มดาววัว หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อดาวธงและที่ตำแหน่งใกล้กันจะสามารถสังเกตเห็นกระจุกดาวลูกไก่ โดยตำแหน่งของดาวหางจะปรากฏอยู่ใกล้กระจุกดาวลูกไก่ห่างไปประมาณ 10 องศา ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง


ภาพตำแหน่งดาวหางเลิฟจอยในช่วงเดือนมกราคม 2558

ในช่วงเดือนมกราคมจะสามารถสังเกตดาวหางได้ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ทางทิศตะวันออก ดาวหางจะมีการเปลี่ยนแปลงระยะทางเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน โดยจะเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวแกะ และกลุ่มดาวสามเหลี่ยม สามารถสังเกตได้ตลอดทั้งเดือนมกราคมนี้ และหลังจากดาวหางโคจรผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 30 มกราคม 2558 ความสว่างของดาวหางจะเริ่มจางลงเล็กน้อย นอกจากนี้ในช่วงปลายเดือนมกราคมตั้งแต่วันที่ 26 จะมีผลกระทบจากแสงของดวงจันทร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สังเกตดาวหางได้ยากขึ้น ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ดาวหางจะอยู่ระหว่างกาแล็กซีแอนโดรเมดากับกลุ่มดาวเพอร์เซอุส และจะค่อยๆ จางหายไปในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม หากพลาดชมดาวหางในครั้งนี้ ต้องรอไปถึง 8,000 ปี จึงจะโคจรกลับมาใกล้โลกอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามดาวหางเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติบนท้องฟ้าที่น่าสนใจและหาชมได้ยากเท่านั้น ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อโลกทั้งสิ้น

ดาวหาง คือ วัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีแกนกลางหรือเรียกว่า “นิวเคลียส” มีลักษณะเป็นก้อนน้ำแข็งสกปรก มีองค์ประกอบได้แก่ น้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย ฝุ่นกับหินแข็งปะปนกัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงหลายสิบกิโลเมตร เมื่อดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์จะเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีหาง แต่เมื่อดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ซึ่งแผ่รังสีความร้อนออกมาก น้ำแข็งเหล่านี้จะระเหิดเป็นแก๊ส โดยด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะมีแก๊สประทุลอยออกมาห่อหุ้มนิวเคลียส เรียกว่า "โคมา" ซึ่งอาจมีรัศมีหลายร้อยหลายพันกิโลเมตร ลมสุริยะหรืออนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์จะปะทะโคมาให้ปลิวไปยังด้านหลังกลายเป็น "หาง" ยาวนับล้านกิโลเมตร

หางของดาวหางมี 2 ชนิดคือ หางแก๊สและหางฝุ่น "หางแก๊ส" มีลักษะเป็นเส้นตรงชี้ไปทางทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ มีสีฟ้าเกิดจากแก๊สของดาวหางได้รับพลังงานดวงอาทิตย์แล้วคายประจุออกมา ส่วน "หางฝุ่น" เกิดจากมวลของดาวหางที่พ่นออกมาจากนิวเคลียส มวลเหล่านี้เคลื่อนที่โค้งไปตามทิศทางที่ดาวหางโคจร เมื่อดาวหางโคจรรอบดวงอาทิตย์ก็จะสูญเสียมวลไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดทั้งดวง
 
ข้อมูลจาก : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
โทร. 053-225569 ต่อ 210, 081-8854353 โทรสาร 053-225524
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
www.narit.or.th; www.facebook.com/NARITpage
twitter: @N_Earth

เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวศิริลักษณ์ สิกขะบูรณะ
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์
สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3727 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
Facebook : sciencethailand
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready