Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

81-b.JPG
ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ FLEXI_IMAGE 1
หมวดหมู่
หน่วยงาน

ดร.พิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  พร้อมด้วย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ร่วมเสวนาเรื่อง "การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาสตร์ระดับอุดมศึกษา และความต้องการกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ระดับชาติ"

โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณอมเรศ ภูมิรัตน  อนุกรรมการบริหารโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายในงานประชุมสัมมนาการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องกลมทิพย์ โรงแรมเดอะสุโกศล เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558

ดร.พิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า โครงการ Talent Mobility เป็นเรื่องเกี่ยวกับกำลังคนจริงๆ และเป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยวิธีธรรมชาติที่สุด เพราะไม่ต้องไปก่อสร้างอะไร ไม่ต้องไปเรียกร้องของบประมาณจำนวนมาก และใครได้ประโยชน์คนนั้นจ่าย ซึ่งผ่าน ครม. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นี้  โครงการนี้มีที่มา โดยเราได้เรียกร้องให้ภาคเอกชนตั้งศูนย์วิจัย เอกชนหลายแห่งตั้งศูนย์วิจัยแล้ว ได้ร้องขอ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. แรงจูงใจทางภาษี  และ 2. ขอคน  ขอคนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย  บริษัทใหญ่ๆ ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อสรรหาคนกลับมาทำงาน เรื่องคนเป็นเรื่องรากฐานจะพัฒนานวัตกรรมอย่างไร จะพัฒนาวิทยาศาสตร์อย่างไร  ภาคเอกชนในระยะ 10 ปีนี้ เขาไม่สามารถจะสร้างคนได้ทันที่จะรองรับกับความต้องการของการแข่งขัน Talent Mobility จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ด้วยการปลดล็อค 3 ประการ คือ 1. ถือเป็นเวลาปฏิบัติราชการ ไม่ว่าจะไปทำงาน 1 เดือน 3 เดือน หรือ 2 ปี  2. ผู้ที่เป็นนักเรียนทุน ระหว่างที่ทำงานใน Talent Mobility ถือเป็นการใช้ทุน 3. ผลงานที่ได้จากโครงการนำมาขอตำแหน่งทางวิชาการได้ โดยใช้เกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยจะกำหนดขึ้น

การหักลดหย่อนทางภาษี จาก 200% เป็น 300% ลงทุน 100 บาท หักภาษีได้ 300 บาท โดยมีเงื่อนไข บริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท สามารถนำค่าใช้จ่าย R&D ที่ไม่เกิน 20% ของรายได้มาหักได้โดยคูณ 3 ได้เท่ากับ 60%  ซึ่ง SMEs จะได้ประโยชน์มาก จะทำให้ SMEs เข้ามาในระบบนี้มากขึ้น โดยใน 300% เรายังได้บวกคำว่า "นวัตกรรม" เข้าไปด้วย นวัตกรรมก็หักภาษี 300% ได้ จาก 50-200 ล้านบาท สามารถหักได้ 3% ของยอดขาย ของรายได้คูณ 3 แล้วคือ 9% ที่เป็นบริษัทใหญ่เกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป หักได้ 2% คูณ 3 ก็คือ 6% ซึ่งสรรพากรเห็นชอบด้วยแล้ว เป็นการแก้เงื่อนไขหลักๆ 2 ประการ ที่เอกชนเรียกร้องมาโดยตลอดว่า ถ้าประสงค์จะให้เขาลงทุน R&D สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเรื่องคน จัดการให้เขาด้วย และวันนี้กำลังเสนอให้เอกชนที่ประสงค์จะบริจาคให้กองทุนวิจัย สามารถที่จะหักภาษีได้เท่ากับการบริจาคให้การศึกษา คือ 200%

ผู้เขียนข่าว : นายปราโมทย์  ป้องสุธาธาร  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
ถ่ายภาพ : นายไววิทย์  ยอดประสิทธิ์  , นางสุนิสา  ภาคเพียร นาวงษ์ 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready