Account
Please wait, authorizing ...
×
เข้าสู่ระบบ

Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

กระทรวงวิทย์สกัดผลงานวิจัย ใช้ประโยชน์เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย สู่ธุรกิจหมื่นล้าน

66-b.JPG
ยุทธศาสตร์
ไฟล์ Download
รูป intro
แกเลอรี่
ระบบปฏิบัติการ
กระทรวงวิทย์สกัดผลงานวิจัย ใช้ประโยชน์เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย  ... FLEXI_IMAGE 1
หมวดหมู่
หน่วยงาน

วันนี้ 11 มีนาคม 2558 เวลา 11.30 น. ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าว “กระทรวงวิทย์ฯ สกัดผลงานวิจัยใช้ประโยชน์ เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจส่งออกหมื่นล้าน”

พร้อมด้วย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยี (นาโนเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และนางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว การใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.วท.

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า  หลายหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้แก่ ศูนย์นาโนเทคฯ สวทช. วว. และ TCELS  ได้ขยายผลการพัฒนางานวิจัยใช้ประโยชน์ในกลุ่มสมุนไพรทั้งผลิตเครื่องสำอาง เวชสำอาง อาหารเสริมและยา โดยดำเนินการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางต้นแบบ โรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อผลิต ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยา ตามมาตรฐาน GMP เพื่อยกระดับมาตรฐานภาคธุรกิจเพื่อการส่งออก ให้ผลิตภัณฑ์ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางไทยคาดว่าจะสูงถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะลดการนำเข้าวัตถุดิบสารสกัดได้ถึง 2 พันล้านบาท อีกทั้งยังสามารถสร้างงานและรายได้ ให้คนไทยในอนาคต       ดร.พิเชฐ กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลคือ การผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้นำผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของพันธุ์ไม้ต่างๆ และภูมิปัญญาไทย มายกระดับมาตรฐานเทียบเท่าสากล สอดคล้องกับมาตรการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา (อย.) ได้มีการปรับกฎระเบียบเครื่องสำอางเพื่อรองรับการเข้าสู่ประประชาคมอาเซียนภายในปี 2558
โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการใช้เกณฑ์หรือข้อบังคับให้ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียนหรือ
ASEAN GMP (ASEAN Good Manufacturing Practice: GMP) และกำหนดให้ประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ออกสู่ตลาด

ศ.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า นาโนเทคได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์แล้ว ได้แก่ 1. โลชั่นน้ำมันรำข้าวนาโน ช่วยบำรุงให้รากผมแข็งแรงชะลอการหลุดร่วง เพิ่มมูลค่าแก่รำข้าวลดการเหลือทิ้งในกระบวนการสีข้าว 2. แป้งหอมศรีจันทร์ทานาคา มีการพัฒนาสูตรตำรับพิเศษ ให้เนื้อแป้งละเอียดขึ้น เปียกน้ำได้ง่ายขึ้นและล้างออกได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความมันบนใบหน้า แก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการได้อย่างตรงความต้องการ เป็นต้น ปัจจุบัน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. อยู่ระหว่างก่อสร้าง  โรงงานผลิตเครื่องสำอางต้นแบบมาตรฐาน GMP และจัดหาครุภัณฑ์เพื่อจัดตั้งโรงงานต้นแบบในระดับ Pilot Scale

ซึ่งตั้งอยู่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย สำหรับการทดลองผลิตแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนก่อนการลงทุนผลิตในระดับอุตสาหกรรมจริง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ตลาด และคาดว่าโรงงานผลิตเครื่องสำอางต้นแบบมาตรฐาน GMP จะพร้อมให้บริการประมาณเดือนมิถุนายน 2559 แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม SMEs และ OTOP ในรูปแบบ One-Stop Service

นายยงวุฒิ กล่าวว่า วว. มีโครงการสร้างโรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยา ตามมาตรฐาน GMP/PICs  โดยกำลังดำเนินการในปี 2559  เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง/เวชสำอางจากสารสกัดสมุนไพรตามหลักเกณฑ์ GMP หรือ GMP PIC/s และช่วยลดต้นทุนการผลิตดังกล่าวให้ภาค SMEs รวมทั้งการขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการวิจัยสู่ระดับเชิงพาณิชย์   นับเป็นการยกระดับภาคธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิต ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชสำอางจากสารสกัดสมุนไพร  เป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการผลิตสมุนไพรที่ได้มาตรฐานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรและประชาชนผู้บริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วว. มีแนวทางในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย วว. มีการดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง  ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ทั้งในด้านการพัฒนาสูตร การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พิษวิทยาของทั้งสารสกัดและผลิตภัณฑ์ การทดสอบการปนเปื้อนจากโลหะหนักและจุลชีพ และการควบคุมคุณภาพทั้งทางเคมีและกายภาพของสาระสำคัญและผลิตภัณฑ์ จนได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ สูตรผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์ ข้อมูลความปลอดภัย และแหล่งวัตถุดิบที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสูตรและกระบวนการผลิตสู่ภาคเอกชน/ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งข้อมูลที่องค์การอาหารและยา (อย.) ต้องการในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ เพื่อลดการนำเข้าทั้งเทคโนโลยีและการผลิตจากต่างประเทศ  

นอกจากนี้ วว.ยังพร้อมให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs ด้านการลงทุนและช่องทางการจัดจำหน่าย โดยได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย อันได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนด้านสินเชื่อ และด้านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม นั้นให้การค้ำประกัน

นอกจากนี้ TCELS ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพจากน้ำยางพารา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับส่วนของของเหลวที่ไม่ใช่ยาง(non-rubber) ในน้ำยางสด และนำเซรั่มจากน้ำยางไปใช้ประโยชน์ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอาง ซึ่งได้ผลผลิตเป็นสารสกัดที่มีมูลค่าสูง 1 ชนิด คือ สารยับยั้งโปรตีเอส(Hb Extracts)  ต่อมานำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 2 สูตร และมีบริษัทเอกชนนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อีก 3 สูตร ได้ทดลองขายครีมสูตร 1 ในท้องตลาด และได้ยื่นจดสิทธิบัตรไป 8 ประเทศ ระหว่างการผลิตสารสกัด Hb ได้ค้นพบ สารออกฤทธิ์ที่ได้จากสารสกัด 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 สารสกัดเบต้ากลูแคน ซึ่งได้นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อบำรุงผม หนังศีรษะ ผิวพรรณ และอาหารเสริมทางการแพทย์ ชนิดที่ 2 คือ คิวแบรคคีทอล สามารถนำไปพัฒนาเป็นสารตั้งต้นสำหรับยารักษามะเร็งได้อีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมามีภาคเอกชน รายย่อยและ SMEs สนใจนำสารสกัดไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้ว TCELS จึงวางแผนจัดทำแผนการขยายผลการผลิตสารสกัดยางพารามูลค่าสูงสู่เชิงพาณิชย์ ลงสู่ท้องถิ่น 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์สวนยางเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 4 แห่ง ขณะนี้ TCELS ได้รับสิทธิบัตรแล้วใน 4 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ จีน และอินโดนีเซีย และนอกจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดยางพาราแล้ว ยังมีอาหารเสริมทางการแพทย์ และเป็นสารตั้งต้นสำหรับเป็นยารักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย       

ดร. นเรศ กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยสามารถสร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณปีละ 400,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจของวัตถุดิบน้ำยางพาราสดอยู่ที่ปริมาณเนื้อยางแห้งในน้ำยางเท่านั้น แต่ส่วนเซรั่มซึ่งเป็นส่วนใสที่ไม่ใช่ยางในน้ำยางพาราสดที่มีปริมาณสูงถึงปีละกว่า 6,000 ล้านลิตร หรือคิดปริมาณน้ำหนักแห้งกว่า 60 ล้านกิโลกรัม จากพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศประมาณ 16.7 ล้านไร่ ยังไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด

นางเกศมณี เปิดเผยว่า จากการอบรมเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีบุคลากรที่ความรู้ความสามารถอยู่มากทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและในสถาบันวิจัยต่างๆ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่มาเผยแพร่  ซึ่งในวันนี้ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่จะได้ประชาสัมพันธ์ให้กับคนทั้งโลกได้ทราบถึงการใช้ประโยชน์จากสารสกัดสมุนไพร ทั้งนี้ประเทศไทยได้ผลิตและส่งออกสารสกัดสมุนไพรไปยังต่างประเทศในแถบยุโรปมานานกว่า 40 ปี และซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่ 1 ในภูมิภาคอาเซียในการผลิตสินค้าดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ดร.พิเชฐ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลได้มีข้อสั่งการผ่านการประชุม กรอ. ให้กระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่ประสานและจัดทำแผนการบูรณาการเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการทางด้านอาหาร ยา อุตสาหกรรม และการเกษตร ฯลฯ  ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการให้ความรู้และข้อมูล รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขและการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น 

ข่าวโดย :  ทีมโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เผยแพร่ข่าวโดย : นางสาวชลธิชา แสงเทียนสุวรรณ
ถ่ายภาพและวีดิโอ : นายไววิทย์ยอดประสิทธิ์,นายรัฐพล หงสไกร
ประสานงานได้ที่ : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3727 - 3732  โทรสาร 0 2333 3834              
อีเมลล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

contact us

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) mostQR
75/47 ถ.พระราม 6 ราชเทวี กทม. 10400
โทร. 0 2 333 3700
โทรสาร 0 2 333 3833
Call Center : 1313

อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Most Call Center 1313
Most Community
2017 Ministry of Science and Technology. All Rights Reserved.
ipv6 ready