บริหารจัดการน้ำชุมชน

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงติดตามการดำเนินงานบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อำเภอกระสัง และอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้การต้อนรับ

 

พื้นที่อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์

1) บริเวณริมอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2522 ทรงเห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะจากปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำแล้งและน้ำาหลากที่มีมานานกว่า 50 ปี ในแต่ละปี บ้านเรือนไร่นาจะถูกน้ำท่วมขังนานกว่า 1 เดือน แต่ในช่วงฤดูแล้ง ก็ยังคงขาดแคลนน้ำาที่จะทำการเกษตร จึงได้พระราชทานแนวทางในการพัฒนาพื้นที่และมีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ ที่ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นในปี พ.ศ.2523 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2524

2) แปลงเกษตรบริเวณริมอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ภายหลังการพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ เกษตรกรในพื้นที่ได้เปลี่ยนวิถีทำการเกษตร จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ บริเวณพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำรวม 22 แปลง ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ถึงปีละ 20,000 บาท และยังมีรายได้เพิ่มจากการขายผลผลิตได้อีกปีละ 45,000 บาท

 

พื้นที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

1) พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริบ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำาแล้งอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำธรรมชาติและระบบชลประทาน ในปี พ.ศ.2548 ชุมชนบ้านลิ่มทอง ตำบลหนองโบสถ์เริ่มรวมกลุ่มสำรวจพื้นที่ หาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. ได้ช่วยแนะแนวทางและนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประยุกต์ใช้ได้แก่ ระบบสระพวงที่เกษตรกรในชุมชนร่วมกันสละที่ดินของตนเอง ขุดคลองดักน้ำหลากและขุดสระน้ำแก้มลิง เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำเชื่อมต่อกับสระน้ำประจำไร่นา รวมทั้ง ปรับปรุงโครงสร้างถนน ที่แต่เดิมมีน้ำหลากเป็นประจำให้เป็นถนนน้ำเดิน เพื่อรองรับน้ำฝนและส่งน้ำที่หลากท่วมไปยังสระน้ำแก้มลิงที่อยู่ปลายทาง ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมเข้าบ้านเรือน

2) หนองทองลิ่มหนองทองลิ่ม เป็นแหล่งน้ำสาธารณะของบ้านลิ่มทอง พื้นที่ 35 ไร่ ซึ่งชุมชนบ้านลิ่มทองได้พัฒนาระบบกระจายน้ำ นำน้ำไปใช้ทำเกษตรในพื้นที่ 100 ไร่ โดยทำนาในฤดูฝน และใช้น้ำจากหนองทองลิ่มทำเกษตรผสมผสานในฤดูแล้งโอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทอดพระเนตรการทำงานของรถแทรกเตอร์ ของ บริษัทยันมาร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ได้พระราชทานให้ชุมชนบ้านลิ่มทองไว้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์

3) ป่าชุมชน และโรงเรียนบ้านหนองทองลิ่มป่าชุมชนบ้านหนองทองลิ่ม เดิมเคยเป็นที่ตั้งฐานทหาร ต่อมาชาวบ้านขาดที่ดินทำกินและเริ่มเข้ามารุกพื้นที่ป่า ทำให้ป่าเสื่อมโทรม จนในปี พ.ศ.2542 เกิดสภาวะฝนแล้ง ส่งผลให้พืชผลเสียหาย ชาวบ้านเดือดร้อน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชุมชนบ้านหนองทองลิ่ม ฟื้นฟูและดูแลรักษาป่าชุมชนพื้นที่ 68 ไร่ ให้เป็นคลังอาหาร คลังยา และคลังความรู้ โดยกำหนดเป็นกฎระเบียบคณะกรรมการป่าชุมชน เพื่อดูแลให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากป่านี้ร่วมกัน

 

นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริ เกี่ยวกับระบบโทรมาตรตรวจวัดสภาพอากาศที่ สสนก. ได้ติดตั้งถวาย ณ พระตาหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่าได้ทรงงานแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์อย่างมากในการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ จึงทรงมีพระราชดาริให้ดำเนินการติดตั้งและเตรียมพร้อมทั้งประเทศ ในปัจจุบัน สสนก. มีสถานีโทรมาตรอัตโนมัติในความดูแล จานวน 867 สถานีแล้วทั่วประเทศและในปี 2560 สสนก. ได้พัฒนาเทคโนโลยีโทรมาตรใหม่ (รุ่นที่ 4) ทดแทนเทคโนโลยีโทรมาตรรุ่นเดิม ซึ่งถูกใช้งานมายาวนานมากกว่า 10 ปี รองรับการตรวจวัดที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับการปรับรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูทันสมัย เป็นมาตรฐาน ช่วยให้มีความถูกต้องแม่นยา น่าเชื่อถือ และมีความน่าใช้งานมากขึ้น โดย สสนก. ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีโทรมาตรรุ่นที่ 4 ณ สถานีอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ เป็นสถานีแรก

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)

เผยแพร่โดย กลุ่มงานประชาสัมพันธ์  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทร. 02 333 3728 - 3732  โทรสาร 02 333 3834
E-Mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  Facebook : sciencethailand